Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

AWC ผลงานไตรมาส 2 รายได้รวม 5,502 ล้าน กำไรสุทธิ 1,468 ล้าน

AWC ผลงานไตรมาส 2 รายได้รวม 5,502 ล้าน กำไรสุทธิ 1,468 ล้าน
37
เขียนโดย intrend online 2026-08-14

เดินหน้าเสริมศักยภาพประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก


พร้อมเตรียมศึกษาการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ผ่านบริษัท AWR ที่จัดตั้งขึ้นใหม่เพื่อแยกบทบาทการพัฒนาและถือครองทรัพย์สิน

เสริมโครงสร้างการเติบโตและมูลค่าระยะยาว สร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนภาพลักษณ์เชิงบวกให้แก่ตลาดทุนไทย

ไฮไลต์ไตรมาส 2/2569

· รายได้รวมอยู่ที่ 5,502 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% (YoY) และมีกำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% (YoY) สะท้อนความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจที่มีความสมดุลในสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ และกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล

· กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการเติบโตจากพอร์ตโรงแรมคุณภาพและ Lifestyle Hospitality Platform โดยได้รับ แรงหนุนจากการฟื้นตัวของกลุ่มโรงแรมในกรุงเทพฯ และผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ รวมถึงการเติบโตของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ส่งผลให้ EBITDA เพิ่มขึ้น 9.7% (YoY)

· กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลเดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านโมเดล AWC's Lifestyle Destination โดยเฉพาะความสำเร็จของ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น จากการต่อยอดด้วย Jurassic World: The Experience ตามมาด้วย SkyFlyers: Wings of Garudapterus และการเปิดให้บริการ Better World Better Future ณ Hatch Dome อย่างเต็มรูปแบบ ที่ช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าใช้บริการ

· ก้าวที่สำคัญ บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) เพื่อเพิ่มทางเลือกในการบริหารจัดการสินทรัพย์และเงินทุน รองรับการขยายพอร์ตสินทรัพย์คุณภาพ และสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว โดยบริษัทมีความตั้งใจเป็นอย่างยิ่งว่า กอง REIT จะเป็นมากกว่าเครื่องมือทางการเงิน แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนและสนับสนุนตลาดทุนไทย

กรุงเทพฯ14 สิงหาคม 2569 - นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เผยผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่สะท้อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพของพอร์ตธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียล ภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy ผ่านการต่อยอดทรัพย์สินคุณภาพในจุดหมายปลายทางสำคัญทั่วประเทศ ควบคู่กับการสร้างประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ การท่องเที่ยว และการใช้ชีวิตที่ตอบโจทย์ดีมานด์คุณภาพสูงจากทั่วโลก

โดยบริษัทมีรายได้รวม 5,502 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.6% (YoY) และมีกำไรสุทธิ 1,468 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% (YoY) ขณะที่กำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) อยู่ที่ 2,850 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6% (YoY) จากการขยายตัวของผลการดำเนินงานในทั้งสองกลุ่มธุรกิจหลัก โดยกลุ่มโรงแรมและการบริการได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของกลุ่มโรงแรมในกรุงเทพฯ ควบคู่กับผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของกลุ่มรีสอร์ทระดับลักชัวรีและโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวสำคัญนอกกรุงเทพฯ พร้อมกับการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ขณะที่กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลยังคงทำผลการดำเนินงานโดดเด่น ทั้งธุรกิจศูนย์การค้าและอาคารสำนักงาน โดยเฉพาะความสำเร็จจากการยกระดับโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ผ่านการเปิด Jurassic World: The Experience ตามมาด้วย SkyFlyers: Wings of Garudapterus และ Better World Better Future ณ Hatch Dome รวมถึงการเดินหน้าปรับกลยุทธ์และยกระดับประสบการณ์ของศูนย์การค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว

ทั้งนี้ AWC ยังคงรักษาโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีมูลค่าสินทรัพย์รวม (Gross Asset Value: GAV) อยู่ที่ 224,100 ล้านบาท จากการลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาและการขยายพอร์ตสินทรัพย์คุณภาพตามแผนการลงทุนของบริษัท ขณะที่ IBD/E อยู่ที่ 0.92 เท่า สอดคล้องกับการบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างมีวินัย ซึ่งช่วยรักษาศักยภาพในการจัดหาเงินทุนเพื่อรองรับการลงทุนและการขยายพอร์ตสินทรัพย์ในอนาคต

“ผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของทิศทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการสร้างเติบโตอย่างมีคุณภาพ ผ่านกลยุทธ์ Sustainable Growth-Led Strategy ในการบริหารพอร์ตโฟลิโอธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียลให้มีความแข็งแกร่ง และยั่งยืน ซึ่ง AWC ได้เดินหน้าเปิดตัวและพัฒนาโครงการใหม่ ๆ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทั้งในมิติของรายได้ ผลกำไร และการบริหารจัดการโครงสร้างทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์เป้าหมายการดำเนินงานในอนาคต แต่ยังมุ่งเน้นการสร้างสรรค์แลนด์มาร์คระดับโลก และการผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลก AWC ยังคงเต็มเปี่ยมด้วยความตั้งใจที่จะรังสรรค์ปรากฏการณ์ใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์คุณภาพระดับโลก พร้อมส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนไปพร้อมกัน”

กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการฟื้นตัวแข็งแกร่ง รับแรงหนุนจากการท่องเที่ยวคุณภาพ รีสอร์ทระดับลักชัวรีและโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวเติบโตต่อเนื่อง ตอกย้ำศักยภาพพอร์ตธุรกิจที่สมดุล

แนวโน้มของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในครึ่งปีหลังจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ ดังนั้น บริษัท ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อขยายฐานกลุ่มลูกค้าคุณภาพ ส่งผลให้ในไตรมาส 2/2569 กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการมีรายได้ 2,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% (YoY)โดยกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) อยู่ที่ 3,173 บาทต่อคืน เพิ่มขึ้น 3.2% (YoY) ได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของกลุ่มโรงแรมในกรุงเทพฯ ควบคู่กับการเติบโตของกลุ่มรีสอร์ทระดับลักชัวรีและโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ

การเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากการขยายขนาดของพอร์ตธุรกิจ แต่ยังสะท้อนประสิทธิภาพของสินทรัพย์ที่เปิดดำเนินงาน โดยรายได้จากทรัพย์สินที่เปิดดำเนินงานตามปกติเพิ่มขึ้น 7.4% (YoY) ขณะที่ EBITDA ของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการอยู่ที่ 742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.7% (YoY) ซึ่งเติบโตเร็วกว่ารายได้ ส่งผลให้อัตรากำไร EBITDA Margin เพิ่มขึ้นจาก 25.9% เป็น 26.9% สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนและประสิทธิภาพการทำกำไรของพอร์ตโรงแรมได้อย่างต่อเนื่อง

โรงแรมในกรุงเทพฯ มี RevPAR เพิ่มขึ้น 7.4% (YoY) และกลับมาเติบโตเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 12 เดือน ขณะที่พอร์ตโรงแรมในต่างจังหวัดมี RevPAR เพิ่มขึ้น 8.0% (YoY) นำโดยพัทยาที่เพิ่มขึ้น 169% จากการรับรู้ผลการดำเนินงานของโรงแรมใหม่ 2 แห่งที่เปิดให้บริการในปี 2568 ประกอบกับอุปสงค์จากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ ตามด้วยเชียงใหม่ที่เพิ่มขึ้น 31% จากการเติบโตของตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ส่วนเกาะสมุยและหัวหินเพิ่มขึ้น 10% และ 3% ตามลำดับ ตอกย้ำความแข็งแกร่งของพอร์ตโรงแรมที่กระจายตัวอยู่ในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

ทั้งนี้ รายได้ของพอร์ตธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเติบโตสู่ 900 ล้านบาทในไตรมาสนี้ 7.3% (YoY) โดย “เอ-ญ่า” รูฟทอป แอท ดิ เอ็มไพร์” มีรายได้ 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.3% สะท้อนความสำเร็จในการพัฒนาจุดหมายปลายทางด้านร้านอาหาร

กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลเติบโตโดดเด่นจากผลการดำเนินงานของเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ทั้ง Jurassic World: The Experience, SkyFlyers: Wings of Garudapterus และ Better World Better Future

AWC ยังคงขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลผ่านกลยุทธ์ “AWC’s Lifestyle Destination” โดยพัฒนาสินทรัพย์จากพื้นที่เชิงพาณิชย์สู่จุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ที่สามารถดึงดูดผู้ใช้บริการ เพิ่มระยะเวลาและการใช้จ่ายภายในโครงการ ตลอดจนสร้างโอกาสทางรายได้ให้แก่ผู้เช่าและพันธมิตรทางธุรกิจ ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียลมีรายได้ 2,517 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.4% (YoY) ขณะที่รายได้จากการดำเนินงานซึ่งไม่รวมกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนอยู่ที่ 1,136 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.0% (YoY) จากการเติบโตของรายได้ค่าเช่า อัตราการเช่าพื้นที่ และรายได้ค่าเช่าเฉลี่ยของธุรกิจศูนย์การค้า

เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ยังคงเป็นแฟลกชิปสำคัญ จากการต่อยอดโครงการผ่าน Jurassic World: The Experience, SkyFlyers: Wings of Garudapterus และการเปิด Better World Better Future ณ Hatch Dome อย่างเต็มรูปแบบ ช่วยเพิ่มความหลากหลายของกิจกรรมและสร้างประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์และ Edutainment ส่งผลให้จำนวนผู้เข้าใช้บริการเพิ่มขึ้น 36% (YoY) พร้อมผลักดันให้รายได้ค่าเช่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 6.3% และอัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น 1.8% (YoY) สะท้อนความสามารถของโมเดล Lifestyle Destination ในการเปลี่ยนจำนวนผู้เข้าใช้บริการให้เป็นรายได้และผลตอบแทนจากสินทรัพย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้านธุรกิจคอมมูนิตี้ชอปปิงมอลล์ มีผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่องจากการปรับตำแหน่งทางการตลาดและพัฒนาส่วนผสมผู้เช่า ส่งผลให้อัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้น 13.3% (YoY) และรายได้ค่าเช่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5.4% (YoY) สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์และศักยภาพของโครงการที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจอาคารสำนักงานมีรายได้เพิ่มขึ้น 2.8% (YoY) จากการบริหารสินทรัพย์เชิงรุก การพัฒนาประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ และการดึงดูดและรักษาฐานผู้เช่าคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 AWC เดินหน้าขับเคลื่อนศักยภาพกลุ่มธุรกิจโรงแรมและคอมเมอร์เชียล ด้วยการเปิดตัวโรงแรมแฟร์มอนท์ แบงคอก สุขุมวิท และการผนึกกำลังกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง พร้อมสนับสนุนมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ อาทิ ความร่วมมือกับ Universal Destinations & Experiences พัฒนา “Kung Fu Panda” ใจกลางเยาวราช และ “DreamWorks Water Park” ริมหาดพัทยา ความร่วมมือกับ EMM Williams Productions เตรียมเปิดตัว Avatar: Guardians of EYWA, THE MAGIC WALK™ ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ในปี 2570 รวมถึงโครงการ “เคเบิ้ลคาร์รักษ์โลกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา” และ MONA Bangkok ร่วมกับ MONA จากออสเตรเลีย ตลอดจนการขยายความร่วมมือกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัว Moxy Pattaya The Aquatique เพื่อร่วมผลักดันประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางระดับโลกและขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน

ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างคุณค่าระยะยาว

AWC เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้พันธกิจ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” (Building Better Future) ผ่านกรอบ 3BETTERs ได้แก่ Better Planet, Better People และ Better Prosperity เพื่อสร้างคุณค่าระยะยาวอย่างยั่งยืน โดยได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งการติดอันดับ Fortune Southeast Asia 500 ต่อเนื่องปีที่ 2, ครองตำแหน่งในกลุ่ม Top 1% ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ยังได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนีความยั่งยืน Dow Jones Best-in-Class Index (DJ BIC) ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และได้รับการคัดเลือกให้อยู่ใน S&P Global Sustainability Yearbook 2026 เป็นปีที่ 5 รวมถึงคว้ารางวัลด้านการเติบโตอย่างยั่งยืนจาก Asian Excellence Awards ต่อเนื่องปีที่ 5 และคะแนนเต็ม 100% AGM Checklist 2569 ต่อเนื่องปีที่ 5 สะท้อนการดำเนินธุรกิจบนหลักธรรมาภิบาลและมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากล ควบคู่การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านดิจิทัล AI และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ศึกษาการจัดตั้ง บริษัท AWR รองรับกองทรัสต์ (REIT) เสริมโครงสร้างการเติบโตระยะยาว

ในปี 2569 บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาการจัดตั้ง บริษัท AWR เพื่อพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ผ่านการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) โดยมุ่งเน้นการถือครองทรัพย์สินประเภทกรรมสิทธิ์ขาด (Freehold) คุณภาพสูงของ AWC ที่มีผลการดำเนินงานและประวัติการสร้างรายได้ที่ดี ครอบคลุมทั้งทรัพย์สินมิกซ์ยูสในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มีความต่อเนื่อง และรองรับการเติบโตของพอร์ตทรัพย์สินในระยะยาว แนวทางดังกล่าวสะท้อนการวางโครงสร้างบทบาทของธุรกิจอย่างชัดเจน ภายใต้หลักการกำกับดูแลที่บริษัทให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง โดย AWR มุ่งเน้นบทบาทในการถือครองและบริหารทรัพย์สินที่ดำเนินงานแล้วและมีศักยภาพในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ AWC มุ่งเน้นบทบาทในฐานะผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญหลักของบริษัทในการพัฒนาโครงการใหม่และสร้างทรัพย์สินคุณภาพเข้าสู่พอร์ตในอนาคต

การจัดตั้ง AWR จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Sustainable Growth-led Strategy ผ่านการบริหารพอร์ตโฟลิโออย่างเป็นระบบ โดยต่อยอดจากทรัพย์สินที่มีผลการดำเนินงานและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง สอดคล้องกับแนวทางของ AWC ในการเพิ่มศักยภาพการสร้างรายได้จากทรัพย์สินดำเนินงาน ควบคู่กับการสร้างคุณค่าในระยะยาว

สำหรับแผนการจัดตั้ง REIT ดังกล่าว บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษา โดยมีแนวทางเบื้องต้นในการเสนอขายหน่วยทรัสต์ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ด้วยขนาดกองทุนประมาณ 30,000 ล้านบาท รองรับการเสนอขายทั้งต่อผู้ลงทุนในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึงพอร์ตทรัพย์สินคุณภาพของ AWC ผ่านโครงสร้าง REIT และสนับสนุนการเติบโตของแพลตฟอร์มในระยะยาว

การจัดตั้ง บริษัท AWR จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการสนับสนุนกลยุทธ์ Sustainable Growth-led Strategy ของบริษัทผ่านการบริหารพอร์ตโฟลิโออย่างเป็นระบบ โดยต่อยอดจากทรัพย์สินที่มีผลการดำเนินงานและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอย่างมั่นคง สอดคล้องกับแนวทางของ AWC ที่มุ่งเพิ่มศักยภาพการสร้างรายได้จากทรัพย์สินดำเนินงานและสร้างคุณค่าในระยะยาว สำหรับ AWR มีแผนเสนอขายหน่วยทรัสต์ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ด้วยขนาดกองทุนประมาณ 30,000 ล้านบาท รองรับการเสนอขายทั้งต่อผู้ลงทุนในประเทศและต่างประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึงพอร์ตทรัพย์สินคุณภาพของบริษัทผ่านกอง REIT และมีส่วนร่วมในโอกาสการเติบโตระยะยาวของภาคอสังหาริมทรัพย์และการท่องเที่ยวไทย