Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

ซันโทรี่ เปิดตัว Flake-to-Preform Direct Recycling (FtoP) ปักธงผลิตขวด PET รีไซเคิล 100% ปี 71

ซันโทรี่ เปิดตัว Flake-to-Preform Direct Recycling (FtoP) ปักธงผลิตขวด PET รีไซเคิล 100% ปี 71
51
เขียนโดย intrend online 2026-08-19

ซันโทรี่ เปิดตัว Flake-to-Preform Direct Recycling (FtoP) ปักธงผลิตขวด PET รีไซเคิล 100% ด้วยเทคโนโลยีใหม่ปี 2571

โตเกียว, ประเทศญี่ปุ่น, 19 สิงหาคม 2569 – ซันโทรี่ โฮลดิ้งส์ (Suntory Holdings) ประกาศเตรียมนำเทคโนโลยีรีไซเคิลจากเกล็ดพลาสติกสู่พรีฟอร์ม หรือที่เรียกว่า Flake-to-Preform (FtoP) Direct Recycling สำหรับผลิตขวด PET รีไซเคิล 100% มาใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป

บริษัท อินโดวิดา (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) และบริษัท อิวาตานิ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อผลิตพรีฟอร์ม (PET preforms)1 ด้วยเทคโนโลยี FtoP โดยใช้เกล็ดพลาสติก (PET flakes) ส่วนใหญ่จากอินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) ซึ่งบริษัท อินโดวิดา (ไทยแลนด์) จำกัด คาดว่าจะมีกำลังการผลิตพรีฟอร์ม (PET preforms) ประมาณ 400 ล้านชิ้นต่อปี โดยบริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด มีแผนจัดซื้อพรีฟอร์ม (PET preforms) ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการใช้วัสดุรีไซเคิล พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการรีไซเคิล และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นับเป็นการนำเทคโนโลยี FtoP มาใช้ในเชิงพาณิชย์สำหรับการผลิตขวด PET เป็นครั้งแรก2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เกี่ยวกับเทคโนโลยี Flake-to-Preform (FtoP)

จากการพัฒนาร่วมกันระหว่างซันโทรี่และอีก 3 บริษัทพันธมิตร ซึ่งรวมถึง เคียวเอ อินดัสทรี (Kyoei Industry Co., Ltd.) บริษัทรีไซเคิลจากญี่ปุ่น ทำให้เทคโนโลยีที่ได้รับการจดสิทธิบัตรอย่าง FtoP สามารถผลิตพรีฟอร์ม (PET preforms) ได้โดยตรงจากขวด PET ที่เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ด้วยการลดขั้นตอนบางส่วนในกระบวนการแบบเดิม เช่น การตกผลึก (crystallization) และการอบแห้ง (drying) โดยคาดว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากกระบวนการผลิตได้ราว 70%3 เมื่อเทียบกับการผลิตขวดพลาสติกใหม่จากเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยซันโทรี่ได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในการผลิตขวด PET สำหรับเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2561

การขยายการใช้งานสู่ตลาดนอกประเทศญี่ปุ่น

ที่ผ่านมา เทคโนโลยี FtoP จำเป็นต้องอาศัยการจัดหาขวด PET ใช้แล้วที่มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้การนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในตลาดมีข้อจำกัด เนื่องจากระบบการเก็บรวบรวมและ

รีไซเคิลในแต่ละประเทศมีความแตกต่างจากระบบที่พัฒนาแล้วในประเทศญี่ปุ่น

ในโครงการนี้ ซันโทรี่ได้ร่วมมือกับผู้ผลิตเครื่องจักร ได้แก่ NGR (Next Generation Recyclingmaschinen GmbH) และ Husky Technologies™ เพื่อปรับเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและระบบการรีไซเคิลขวด PET ในประเทศไทย โดยได้ปรับปรุงทั้งเกณฑ์การคัดเลือกขวด PET ที่เก็บรวบรวมได้ และกระบวนการกำจัดสิ่งปนเปื้อน ส่งผลให้ในปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถรองรับขวด PET ใช้แล้วที่มีคุณภาพแตกต่างกันได้ ขณะเดียวกันยังคงรักษามาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยในระดับเดียวกับที่ดำเนินการในประเทศญี่ปุ่น ทำให้สามารถแปรรูปเกล็ดพลาสติกใช้แล้ว (recycled PET flakes) ให้เป็นพรีฟอร์ม (PET preforms) คุณภาพสูงได้โดยตรง

 

 

นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนตลอดห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งความร่วมมือกับซันโทรี่ กรุ๊ป และอิวาตานิ คอร์ปอเรชั่น ในครั้งนี้ ได้นำเอานวัตกรรมและความเชี่ยวชาญระดับโลกมาผสานกัน ทำให้การผลิตพลาสติก PET แบบหมุนเวียนในระดับพาณิชย์เกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย รวมถึงยังช่วยเสริมศักยภาพให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านบรรจุภัณฑ์แบบหมุนเวียน พร้อมทั้งสร้างคุณค่าให้แก่สิ่งแวดล้อม ลูกค้า และเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว”

 

 

นายเคนจิ โมโตโอริ ผู้อำนวยการ กรรมการบริหารอาวุโส และกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจวัสดุ บริษัท อิวาตานิ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า “บริษัทฯ มีความยินดีที่ได้ริเริ่มโครงการนี้ร่วมกับซันโทรี่ กรุ๊ป เพื่อผลักดันการนำเทคโนโลยี FtoP มาใช้เชิงพาณิชย์ในประเทศไทย ผ่านการร่วมทุนกับอินโดรามา เวนเจอร์ส บริษัทฯ จะเดินหน้าสนับสนุนโครงการดังกล่าว โดยการจัดหาพรีฟอร์ม (PET preforms) ที่ได้จากพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่องและเพียงพอ ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับพันธมิตรของเราอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นได้จริง”

แผนการดำเนินงานและแนวโน้มในอนาคต

ซันโทรี่ กรุ๊ป จะเริ่มนำเทคโนโลยี FtoP มาใช้ในประเทศไทยในปี 2571 โดยความร่วมมือกับบริษัท อินโดวิดา (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมสำรวจโอกาสในการขยายการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวสู่ตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

 

 

นายจุน อาซากิ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านความยั่งยืน บริษัท ซันโทรี่ โฮลดิ้งส์ จำกัด กล่าวว่า “การนำเทคโนโลยี FtoP มาใช้ในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการบรรลุเป้าหมายหลักของซันโทรี่ กรุ๊ป ในการผลักดันการใช้ขวด PET ในฐานะบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน เรามุ่งสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในหลากหลายภาคส่วน เพื่อส่งเสริมให้ขวด PET เป็นโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนทั้งในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเศรษฐกิจหมุนเวียน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม”

ในฐานะองค์กรที่ดำเนินธุรกิจโดยอาศัยทรัพยากรจากธรรมชาติและสายน้ำ พร้อมยึดมั่นในเป้าหมาย “เพื่อจุดประกายความสดใสของชีวิต โดยการสร้างประสบการณ์ที่หลากหลาย ให้ผู้คนได้อยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุล” ทำให้ซันโทรี่ กรุ๊ป มุ่งมั่นเดินหน้าสร้างสังคมที่ยั่งยืนมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท ภายใต้นโยบายด้านพลาสติกของซันโทรี่ กรุ๊ป (Suntory Group Plastic Policy) ที่ประกาศใช้ในปี 2562 กลุ่มบริษัทตั้งเป้าหมายให้ขวด PET ทั้งหมดที่ใช้ทั่วโลกผลิตจากวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุชีวภาพ (Recycled or Bio-based materials) ภายในปี 2573 พร้อมยกเลิกการใช้พลาสติกใหม่ที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิล (Virgin Fossil-based materials)

ภายใต้กลยุทธ์ 2R+B (Reduce/Recycle + Bio) ซันโทรี่ กรุ๊ป ได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ การทำให้ขวด PET มีน้ำหนักเบาลง การรีไซเคิลขวด PET เพื่อนำมาผลิตเป็นขวดใหม่ (“bottle-to-bottle” horizontal recycling) ในประเทศญี่ปุ่น และการนำขวด PET ที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล (ขวด rPET) มาใช้ โดยซันโทรี่ กรุ๊ป จะยังคงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการดำเนินงานดังกล่าว เพื่อร่วมสร้างสังคมหมุนเวียนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

*1 พรีฟอร์ม (PET preform) มีรูปทรงคล้ายหลอดทดลอง ผลิตจากเรซิ่น PET โดยจะถูกขึ้นรูปเป็นขวด PET ผ่านการให้ความร้อนแล้วเป่าลมแรงดันสูงเข้าไป

*2 อ้างอิงจากรายงานการประเมินของซันโทรี่ โฮลดิ้งส์ (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2569)

*3 คำนวณจากฐานข้อมูลในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น