Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (ล่าสุดที่พุ่งแตะระดับเกินกว่า 4.0 แสนคนอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567) หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่ากว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ (อายุ 20-24 ปี) หรือคิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน --- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.8%YoY สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และคาดว่าจะเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ... ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 1.8% ในปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 4 เงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวจากช่วง 9 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ***  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

“Arc 9 Capital” รุก Private Equity อาเซียน ชู Track Record ดีลรวมกว่า 17,000 ล.

“Arc 9 Capital” รุก Private Equity อาเซียน ชู Track Record ดีลรวมกว่า 17,000 ล.
61
เขียนโดย intrend online 2026-10-08

“Arc 9 Capital” รุก Private Equity อาเซียน ชู Track Record ดีลรวมกว่า 17,000 ล้านบาท พร้อมวิสัยทัศน์ “9X” ปลดล็อก Productivity Growth ใน 9 ปีข้างหน้า ปั้นธุรกิจไทยพื้นฐานแข็งแกร่งสู่ Regional Champions

สิงคโปร์ – Arc 9 Capital บริษัทบริหารการลงทุน Private Equity ที่มุ่งเน้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินหน้าลงทุนในธุรกิจที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและพร้อมก้าวสู่การเติบโตระยะถัดไป โดยมีผลงานการลงทุนและขับเคลื่อนดีลมูลค่ารวมกว่า 17,000 ล้านบาท และปัจจุบันลงทุนแล้วใน 10 ธุรกิจทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้วิสัยทัศน์ “9X” Arc 9 Capital ตั้งเป้ายกระดับศักยภาพและผลิตภาพของธุรกิจในพอร์ตตลอด 9 ปีข้างหน้า ด้วยการผสานเงินทุน เทคโนโลยี ข้อมูล บุคลากร และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อช่วยให้บริษัทที่มีพื้นฐานดีเติบโตได้เร็วขึ้น แข่งขันได้ดีขึ้น และก้าวจากธุรกิจท้องถิ่นสู่ผู้เล่นระดับภูมิภาค

Private Equity ที่มากกว่าเงินทุน

นายภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วน Arc 9 Capital กล่าวว่า “Private Equity คือการลงทุนที่มองศักยภาพและผลประกอบการของธุรกิจจริง มากกว่าความผันผวนของราคาหุ้นในตลาดแต่ละวัน เรานำเงินทุนจากนักลงทุนไปลงทุนในบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ที่มีศักยภาพ แล้วร่วมสร้างมูลค่าในระยะยาว ผลตอบแทนจึงมาได้ทั้งจากการเติบโตของกิจการ การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือการขายให้กับนักลงทุนเชิงกลยุทธ์

“แต่สำหรับเรา Private Equity ไม่ควรหยุดอยู่แค่การนำเงินเข้าไปลงทุน หน้าที่ของเราคือการปลดล็อกศักยภาพของธุรกิจอย่างแท้จริง ทั้งการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เปิดตลาดใหม่ ดึงทีมบริหารที่ใช่ วางกลยุทธ์ และนำเงินทุน เทคโนโลยี ข้อมูล และเครือข่ายเข้าไปช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วและแข็งแรงขึ้น 9X จึงไม่ได้หมายถึงแค่การเพิ่มมูลค่าบริษัท แต่คือคำถามที่เราตั้งไว้ว่า ใน 9 ปีข้างหน้า เราจะช่วยให้ธุรกิจทำงานได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และสร้างผลผลิตได้มากขึ้นแบบก้าวกระโดดได้อย่างไร โดยมีข้อมูล AI เทคโนโลยี บุคลากร และพันธมิตรเป็นตัวเร่ง”

Arc 9 Capital มุ่งลงทุนในธุรกิจที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง กระแสเงินสดเป็นบวก และมีศักยภาพเติบโต ในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตระยะยาว อาทิ ธุรกิจสุขภาพและอาหารสัตว์เลี้ยง สินค้าอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี รวมถึงธุรกิจครอบครัวที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน


 

 

LACO: จากธุรกิจสินค้าเกษตรพื้นฐาน สู่ Global Food Company

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ถั่วแระญี่ปุ่นที่ผู้บริโภคทั่วโลกรับประทานกันอยู่ จำนวนไม่น้อยผลิตจากประเทศไทย และหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกคือ บริษัท ลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด (LACO) ผู้ผลิตให้กับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Trader Joe's และเป็นหนึ่งในการลงทุนสำคัญของ Arc 9 Capital

LACO เป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรแช่แข็ง และผู้รับจ้างผลิต (OEM) ครบวงจรสำหรับถั่วแระญี่ปุ่นแช่แข็ง โดย Arc 9 Capital ลงทุนในรูปแบบกลุ่มผู้ร่วมลงทุน ร่วมกับ Development Bank of Japan (DBJ) และครอบครัวผู้ก่อตั้ง LACO ซึ่งสะท้อนทั้งความสามารถในการเชื่อมบริษัทไทยเข้ากับพันธมิตรระดับสถาบันจากต่างประเทศ และแนวทางการทำงานร่วมกับเจ้าของกิจการเดิมเพื่อต่อยอดธุรกิจไปด้วยกัน ปัจจุบัน LACO มีสัดส่วนการผลิตราว 11% ของปริมาณการผลิตถั่วแระญี่ปุ่นแช่แข็งทั่วโลก และคาดว่าจะมีรายได้ในปี 2569 มากกว่า 2,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การเติบโตระยะถัดไปไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปลี่ยนจากธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์และรับจ้างผลิต ไปสู่ธุรกิจอาหารที่สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างแบรนด์ LACO อยู่ระหว่างพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ตั้งแต่ถั่วแระญี่ปุ่นอบกรอบ ผลไม้แช่แข็งเคลือบช็อกโกแลต อาหารพร้อมรับประทาน ไปจนถึงสินค้าเพื่อสุขภาพและอาหารโปรตีนสูงสำหรับตลาดต่างประเทศ พร้อมนำทรัพย์สินทางปัญญาและแบรนด์ระดับโลก เช่น My Melody และ Kuromi จาก Sanrio มาสร้างความแตกต่าง เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ผลไม้แช่แข็งและถั่วแระญี่ปุ่นจากสินค้าเกษตรพื้นฐานสู่สินค้าอุปโภคบริโภคที่สร้างคุณค่าแบรนด์ และเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ได้มากขึ้น


 

นายกรวี ศุภสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุน Arc 9 Capital
 
เบื้องหลังการเติบโตในระยะถัดไป นายกรวี ศุภสิทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุน (Investment Director) Arc 9 Capital ในฐานะกรรมการบริษัท LACO ทำงานร่วมกับทีมบริหารอย่างใกล้ชิด โดย Arc 9 Capital มีบทบาทในการสนับสนุนและต่อยอดแผนงานของทีมบริหาร ทั้งด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และแบรนด์ การขยายตลาดและช่องทางจำหน่ายในต่างประเทศ ตลอดจนการพิจารณาโครงสร้างเงินทุนที่เหมาะสมเพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว นอกจากนี้ Arc 9 Capital ยังร่วมเสนอแนวคิดและโอกาสใหม่เพื่อเสริมแผนการเติบโตของบริษัท เช่น การใช้ Brand Ambassador เพื่อสร้างการรับรู้และมูลค่าให้กับแบรนด์ และการศึกษาช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศโดยตรง โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการต่อยอดจุดแข็งด้านการผลิตของ LACO ไปสู่ธุรกิจอาหารที่มีแบรนด์และเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น

นายกรวี กล่าวว่า “LACO มีฐานการผลิตและความเชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งในระดับโลกอยู่แล้ว บทบาทของเราคือการทำงานร่วมกับทีมบริหาร เพื่อสนับสนุนและต่อยอดสิ่งที่บริษัททำได้ดี พร้อมช่วยนำมุมมอง เครือข่าย และแนวคิดใหม่เข้ามาเสริม ไม่ว่าจะเป็นด้านแบรนด์ ตลาดต่างประเทศ หรือโครงสร้างเงินทุน เป้าหมายคือการช่วยเพิ่มทางเลือกในการเติบโต และสร้างมูลค่าจากจุดแข็งที่ LACO มีอยู่แล้ว นี่คือแนวทางที่ Arc 9 ต้องการทำงานกับบริษัทในพอร์ต คือทำงานเคียงข้างทีมบริหารและร่วมกันหาโอกาสการเติบโตใหม่สำหรับอนาคต”

เป้าหมายระยะยาวคือการยกระดับ LACO จากผู้ผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพสูง สู่บริษัทอาหารระดับโลกที่มีข้อมูล เทคโนโลยี นวัตกรรม และแบรนด์เป็นแกนกลางของการเติบโต

Pet Healthcare: ยกระดับด้วยมาตรฐานการรักษา ข้อมูล และ AI

อีกหนึ่งการลงทุนสำคัญคือ โรงพยาบาลสัตว์เมืองเอก ซึ่งปัจจุบันเติบโตเป็นเครือข่ายโรงพยาบาลสัตว์เอกชนใหญ่อันดับ 2 ของประเทศไทยตามขนาดรายได้จากบริการทางการแพทย์ และเดินหน้าหาโอกาสขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่องผ่านการเข้าซื้อกิจการ (M&A) โรงพยาบาลสัตว์ที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพสัตว์คุณภาพสูงในวงกว้างยิ่งขึ้น

นายภูรัตน์ อธิบายถึงที่มาของการลงทุนว่า “เมื่อคนแต่งงานน้อยลงและอัตราการเกิดลดลง ขณะที่คนเลี้ยงสัตว์มากขึ้น วันนี้หลายครอบครัวดูแลสัตว์เลี้ยงไม่ต่างจากลูก และคาดหวังการรักษาที่มีคุณภาพ ใส่ใจ และไว้วางใจได้ เราจึงมองธุรกิจสุขภาพสัตว์เลี้ยงเป็นโอกาสระยะยาว และเป็นความรับผิดชอบที่เราต้องทำให้ดีที่สุด”

การขยายเครือข่ายดำเนินไปควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการรักษาให้เป็นหนึ่งเดียวในทุกสาขา ผ่านการพัฒนาแนวทางเวชปฏิบัติ (Clinical Practice Guidelines) ที่รวบรวมองค์ความรู้ของสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแต่ละสาขามาจัดเป็นระบบ พร้อมวางระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงประวัติการรักษา ผลตรวจ และการใช้ยา เพื่อให้การรักษาต่อเนื่องและแม่นยำขึ้น และให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลในมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเข้ารับบริการที่สาขาใด

ในระยะถัดไป Arc 9 Capital มองถึงการพัฒนาเครื่องมือ AI ที่ทำงานร่วมกับสัตวแพทย์ ทั้งการสรุปข้อมูลผู้ป่วย ค้นหาแนวทางการรักษา และติดตามเคส โดยการตัดสินใจทางคลินิกยังคงเป็นของสัตวแพทย์ เป้าหมายไม่ใช่การใช้เทคโนโลยีแทนแพทย์ แต่คือการช่วยให้แพทย์มีเวลาใส่ใจผู้ป่วยและเจ้าของสัตว์เลี้ยงได้มากขึ้น เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง คือความมั่นใจว่าสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

 

 
SGIS: การศึกษาระดับโลก ในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น

นอกจากนี้ Arc 9 Capital ยังลงทุนในธุรกิจอื่นอีกหลายแห่งในประเทศไทยและภูมิภาค โดยเน้นอุตสาหกรรมที่สร้างผลกระทบเชิงบวกและตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ หนึ่งในนั้นคือ Singapore Global International School (SGIS) โรงเรียนนานาชาติที่พัฒนาร่วมกับ Principals Academy จากสิงคโปร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ โดยนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการศึกษา “Authentic Singapore” มาพัฒนาหลักสูตรและการบริหารโรงเรียนในประเทศไทย เป้าหมายคือการทำให้ครอบครัวเข้าถึงการศึกษานานาชาติคุณภาพสูง ในค่าเล่าเรียนที่สมเหตุสมผลและคุ้มค่ามากขึ้น

SGIS มุ่งปั้นเด็กให้เป็น “Happy Achievers” หรือที่คนไทยคุ้นเคยกันดีว่า “เก่ง ดี มีสุข” ด้วยการผสานความเข้มข้นทางวิชาการแบบเอเชีย เข้ากับการเรียนรู้แบบองค์รวมและความคิดสร้างสรรค์แบบตะวันตก โดยไม่ลืมรากและคุณค่าแบบไทย เพื่อให้เด็กเติบโตอย่างมั่นใจ ทั้งในห้องเรียนและบนเวทีโลก

SGIS มีค่าเล่าเรียนเริ่มต้นประมาณ 295,000 บาทต่อปี และแม้วิทยาเขตแรกย่านศรีนครินทร์จะเพิ่งเริ่มก่อสร้างได้ราว 2 เดือน แต่มีนักเรียนสมัครแล้วกว่า 100 คน สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้ปกครอง และความต้องการทางเลือกการศึกษาที่สมดุลระหว่างคุณภาพระดับสากลกับความคุ้มค่า Arc 9 Capital และพันธมิตรอยู่ระหว่างศึกษาการขยาย SGIS ทั้งวิทยาเขตใหม่ในกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นในประเทศไทย รวมถึงการนำแนวทางการศึกษาของ SGIS ไปสู่ประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้นักเรียนรุ่นใหม่เข้าถึงการศึกษาคุณภาพสูงได้ในวงกว้างยิ่งขึ้น

ลงทุนแล้วต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม

การลงทุนเหล่านี้สะท้อนแนวทางของ Arc 9 Capital ที่ไม่ได้จำกัดบทบาทแค่การจัดสรรเงินทุน แต่เน้นการสร้างความร่วมมือ นำองค์ความรู้จากต่างประเทศมาต่อยอด สร้างระบบและเทคโนโลยี และเชื่อมบริษัทในพอร์ตเข้ากับเครือข่ายระดับภูมิภาคและระดับโลก ในทางปฏิบัติ Arc 9 Capital ทำงานร่วมกับบริษัทในพอร์ตครอบคลุมตั้งแต่ M&A การขยายตลาดต่างประเทศ การวางแผนสืบทอดกิจการ การเสริมทีมบริหารและธรรมาภิบาล การเตรียมความพร้อมสู่ตลาดทุน การปรับโครงสร้างเงินทุน การสร้างระบบข้อมูลและนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์และแบรนด์ใหม่ ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศ โดยปรับแนวทางให้เหมาะกับบริบทและเป้าหมายของแต่ละบริษัท

นายกรวี กล่าวว่า “สำหรับเรา การสร้างมูลค่าไม่ได้จบในวันที่ลงทุน แต่เพิ่งเริ่มต้นจากวันนั้น เราทำงานร่วมกับผู้ถือหุ้นและทีมบริหารเพื่อหาว่าธุรกิจยังเติบโตได้จากจุดไหน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตลาดใหม่ การทำ M&A การสร้างผลิตภัณฑ์และแบรนด์ใหม่ หรือการแก้โจทย์ด้านโครงสร้างองค์กรและการสืบทอดธุรกิจ เพื่อให้บริษัทแข็งแรงและพร้อมเติบโตในระยะยาว หลายบริษัทกำลังเผชิญโจทย์ของช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งการวางแผนสืบทอดกิจการ การเสริมทีมบริหาร การสร้างธรรมาภิบาลที่แข็งแรงขึ้น หรือการวางกลยุทธ์การเติบโตใหม่ สิ่งสำคัญคือเราทำงานร่วมกับเจ้าของและผู้บริหารเดิม ไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนทุกอย่าง แต่ช่วยต่อยอดสิ่งที่ธุรกิจทำได้ดีอยู่แล้วให้ไปได้ไกลขึ้น”

ทีมที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนกับประสบการณ์สร้างธุรกิจจริง

นายภูรัตน์ กล่าวว่า “สิ่งที่ทำให้ Arc 9 แตกต่างคือทีมที่มีประสบการณ์ทั้งด้าน Private Equity, M&A, วาณิชธนกิจ การบริหารธุรกิจ และการสร้างธุรกิจจริง เราจึงไม่ได้มองบริษัทผ่านตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เข้าใจทั้งมุมของนักลงทุนและเจ้าของกิจการ ตั้งแต่การหาโอกาสเติบโต การสร้างความร่วมมือ ไปจนถึงโจทย์ที่ซับซ้อนอย่างการสืบทอดธุรกิจ การสร้างทีมใหม่ หรือการเตรียมองค์กรให้พร้อมสำหรับการเติบโตขั้นต่อไป

“ด้วยประสบการณ์ทั้งเชิงการเงินและเชิงปฏิบัติ เราเข้าใจดีว่าธุรกิจไม่ได้เติบโตจากวิศวกรรมทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยคน ระบบ การตัดสินใจที่ถูกต้อง และการลงมือทำร่วมกับผู้บริหารและผู้ถือหุ้นเดิม เราจึงมองตัวเองเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ มากกว่านักลงทุนที่เข้าไปถือหุ้นเพียงอย่างเดียว สำหรับเรา Private Equity ที่ดีไม่ใช่แค่การเลือกซื้อธุรกิจที่ดี แต่คือการทำให้ธุรกิจนั้นดีขึ้นหลังจากที่เราเข้าไปลงทุน”
 


ดร.กฤษณ์ พานิชพันธุ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการ Arc 9 Capital และ ประธานกรรมการบริหาร (CEO) บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)

 

ก้าวต่อไป: ขยายโอกาสการลงทุนสู่วงกว้าง

ในระยะถัดไป Arc 9 Capital ยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับสถาบันชั้นนำของไทย รวมถึง Asia Plus เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปเข้าถึงการลงทุนในตลาดเอกชนได้มากขึ้นในอนาคต ด้วยเครือข่ายและความเข้าใจตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Arc 9 Capital ยังทำหน้าที่เป็นพันธมิตรท้องถิ่นให้นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้าสู่ภูมิภาค โดยเชื่อมโยงเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และโอกาสทางธุรกิจระหว่างนักลงทุนระดับสากลกับบริษัทในภูมิภาค

โดย ดร.กฤษณ์ พานิชพันธุ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการ Arc 9 Capital และ ประธานกรรมการบริหาร (CEO) บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธุรกิจไทยกำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านจากรุ่นที่สองสู่รุ่นที่สามและสี่ พร้อม ๆ กับเทคโนโลยีกำลังเข้าสู่ยุคของ AI ที่อาจจะเปลี่ยนวิธีการทำงานเดิม ๆ ทั้งหมด ผมว่าเรากำลังเริ่มเข้าสู่ทศวรรษที่จะมีการเปลี่ยนแปลงมากมายและน่าตื่นเต้น Arc 9 Capital พยายามสร้างศักยภาพเพื่อเป็นแรงผลักดันสำคัญในยุคนี้ โดยสร้างพันธมิตรกับเอเชียพลัส ซึ่งเป็นสถาบันที่กว้างขวางและมีรากฐานลึกในประเทศไทย และยังร่วมพัฒนาการประยุกต์ใช้เอไอกับบริษัทเทคโนโลยีหลายบริษัททั้งในและต่างประเทศ”

ทีมผู้บริหาร Arc 9 Capital

นายภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ - ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วน (Co-Founder and Partner)

นักธุรกิจและนักลงทุนที่มีบทบาทในหลายอุตสาหกรรม ผู้ได้รับการหล่อหลอมจากประสบการณ์ในธุรกิจครอบครัวโอสถานุเคราะห์ เริ่มต้นเส้นทางการทำงานในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ที่ SHM บริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการในสหราชอาณาจักร และเคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของ Shiseido Thailand ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ, ประธานผู้ก่อตั้ง Dib Bangkok และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Oventure Group (บริษัทบริหารทรัพย์สินครอบครัวและการบริหารเชิงกลยุทธ์) ถือประกาศนียบัตรด้านการบริหารความมั่งคั่งและการธนาคารจาก Wealth Management Institute ประเทศสิงคโปร์ และสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมเสียงจาก Middlesex University สหราชอาณาจักร

ดร.กฤษณ์ พานิชพันธุ์ - ผู้ร่วมก่อตั้งและหุ้นส่วนผู้จัดการ (Co-Founder and Managing Partner)

ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารหลักของ Arc 9 Capital มีประสบการณ์ด้าน M&A วาณิชธนกิจ และ Private Equity ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย M&A ธนาคารไทยพาณิชย์ และหัวหน้าฝ่ายวาณิชธนกิจ Nomura ถือคุณวุฒิ CFA และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก London School of Economics ปัจจุบันรับผิดชอบกลยุทธ์การลงทุน การจัดสรรเงินทุน และการบริหารพอร์ตโดยรวมของ Arc 9 Capital รวมถึงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร (CEO) บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASP

นายกรวี ศุภสิทธิ์ - ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุน (Investment Director)

มีประสบการณ์ด้านการเงิน การลงทุน และการบริหารธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันรับผิดชอบด้านการลงทุนและการบริหารพอร์ตของ Arc 9 Capital และดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท ลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด (LACO) โดยทำงานร่วมกับผู้ถือหุ้นและทีมบริหารของบริษัทในพอร์ตในการกำหนดกลยุทธ์การเติบโต การพัฒนาธุรกิจ การทำ M&A การขยายตลาด และการสร้างมูลค่าในระยะยาว รวมถึงดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัท ลานนาเกษตรอุตสาหกรรม จำกัด (LACO) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการเงินจาก University of British Columbia ประเทศแคนาดา