Breaking News

SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

มาสเตอร์การ์ดและเครสเซนต์เรตติ้งเผย 80% ของนักเดินทางใช้ AI วางแผนทริป

มาสเตอร์การ์ดและเครสเซนต์เรตติ้งเผย 80% ของนักเดินทางใช้ AI วางแผนทริป
1
เขียนโดย intrend online 2026-06-19

มาสเตอร์การ์ดและเครสเซนต์เรตติ้งเผยรายงาน Global Muslim Travel Index 2026 ชี้ 80% ของนักเดินทางใช้ AI วางแผนทริป สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคการท่องเที่ยวดิจิทัล

ที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่น

  • มาเลเซียยังคงเป็นอันดับ 1 ของโลก ขณะที่อินโดนีเซียขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 2 ร่วมกับตุรกีและซาอุดีอาระเบีย
  • สิงคโปร์ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมในกลุ่มประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation หรือ OIC)  ขณะที่ฮ่องกงขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2
  • เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กลายเป็นหนึ่งในเส้นทางการเดินทางสำคัญ ท่ามกลางแนวโน้มที่นักเดินทางให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความสะดวก และความแน่นอนในการเดินทาง

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 18 มิถุนายน 2569 –  มาสเตอร์การ์ดและเครสเซนต์เรตติ้ง เปิดเผยรายงาน Global Muslim Travel Index 2026 (GMTI 2026) หรือดัชนีการท่องเที่ยวมุสลิมโลก ประจำปี 2569 ฉบับที่ 11 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความเชื่อมั่นทางดิจิทัล การเดินทางภายในภูมิภาค และความพร้อมของจุดหมายปลายทาง กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางใหม่ของการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม

ผลสำรวจพบว่า 80% ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกใช้เครื่องมือ AI ช่วยวางแผนการเดินทาง ตั้งแต่การค้นหาข้อมูล เลือกจุดหมายปลายทาง ไปจนถึงการจัดตารางทริป แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญ จากเดิมที่นักท่องเที่ยวต้องค้นหาข้อมูลด้วยตนเอง ไปสู่การใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการตัดสินใจมากขึ้น ดังนั้น แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องปรับตัว ไม่เพียงแต่จัดให้มีบริการที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิมเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้ข้อมูลและบริการเหล่านี้ “ปรากฏให้เห็นได้ในโลกดิจิทัล” เพื่อให้ AI สามารถเข้าถึงและนำไปแนะนำแก่นักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รายงาน GMTI 2026 ประเมินจุดหมายปลายทางจำนวน 150 แห่ง ซึ่งครอบคลุมสัดส่วนมากกว่า 98% ของนักท่องเที่ยวมุสลิมทั่วโลก โดยอ้างอิงกรอบการประเมิน ACES ได้แก่ Access (การเข้าถึง) Communications (การสื่อสาร) Environment (สภาพแวดล้อม) และ Services (บริการ) นอกจากนี้ รายงานฉบับล่าสุดยังให้ความสำคัญมากขึ้นกับความพร้อมด้านการใช้ AI การมองเห็นข้อมูลบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะของจุดหมายปลายทาง ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ตลอดจนความสามารถในการวางแผนและรับมือกับความไม่แน่นอนในสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลง

เมื่อ AI และ Digital Trust กำลังกำหนดมาตรฐานใหม่ของการเดินทาง

การวางแผนท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้เริ่มจากการค้นหาข้อมูลแบบเดิมอีกต่อไป แต่เริ่มจากการใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการเลือกและตัดสินใจมากขึ้น ปัจจุบัน AI สามารถช่วยนักท่องเที่ยวค้นหาร้านอาหารฮาลาล หาสถานที่ละหมาด แนะนำเส้นทางเดินทาง เปรียบเทียบตัวเลือก และช่วยให้การเดินทางสะดวกและมั่นใจมากขึ้น

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ต้องพิจารณาและตรวจสอบข้อกำหนดทางศาสนาหลายด้านก่อนและระหว่างการเดินทาง ซึ่งรายงาน GMTI 2026 ชี้ให้เห็นว่า จุดหมายปลายทางที่ไม่สามารถแปลงข้อมูลและบริการที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิมให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลและมีโครงสร้างที่ AI สามารถประมวลผลได้ อาจถูกมองข้ามจากระบบแนะนำที่ขับเคลื่อนด้วย AI แม้ว่าจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพก็ตาม

ภายใต้บริบทดังกล่าว เห็นได้ว่าภูมิทัศน์การแข่งขันกำลังเปลี่ยนจาก “ความพร้อมของบริการ” ไปสู่ “การมองเห็นผ่านอัลกอริทึม” โดยจุดหมายปลายทางที่สามารถจัดทำข้อมูลที่น่าเชื่อถือให้อยู่ในรูปแบบที่เทคโนโลยีสามารถเข้าถึง เนื้อหาสดใหม่ และเข้าถึงได้ จะมีโอกาสในการเปลี่ยนความสนใจของนักเดินทางให้กลายเป็นการเดินทางจริง

“การเดินทางของชาวมุสลิมกำลังเปลี่ยนแปลงไปโดยอาศัยความไว้วางใจในโลกดิจิทัล การเข้าถึงที่ราบรื่น และความต้องการความมั่นใจที่มากขึ้นตลอดการเดินทาง” ไอชา อิสลาม รองประธานอาวุโสฝ่าย Customer Solutions Center ประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของมาสเตอร์การ์ด กล่าว “ในขณะที่ AI เข้ามามีบทบาทในการวางแผนการเดินทางมากขึ้น จุดหมายปลายทางและภาคธุรกิจต่าง ๆ จำเป็นต้องทำให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ระบบการชำระเงินที่ปลอดภัย และบริการที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิมสามารถค้นหา เข้าถึง และใช้งานได้ง่ายขึ้น สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นี่ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้ภูมิภาคในฐานะเส้นทางการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ครอบคลุมทุกกลุ่มนักเดินทาง และขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล”

ความผันผวนทั่วโลกกระตุ้นความต้องการเดินทางที่ปลอดภัยและใกล้บ้านมากขึ้น

ท่ามกลางความผันผวนทั่วโลก ความต้องการเดินทางของชาวมุสลิมยังคงแข็งแกร่ง แต่พฤติกรรมการเดินทางกำลังเปลี่ยนแปลงไป ด้วยต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การหยุดชะงักของน่านฟ้า และความกังวลด้านความปลอดภัย กำลังกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากเลือกจุดหมายปลายทางที่ใกล้กว่า ปลอดภัยกว่า และคาดการณ์ได้มากกว่า

รายงาน GMTI 2026 ยังระบุว่าแนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การเดินทางแบบ “ทวีปบ้านเกิด (Home-continent)” ซึ่งนักเดินทางจะปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางแทนการยกเลิกทั้งหมด โดยแทนที่จะพึ่งพาเส้นทางระยะไกลที่ต้องผ่านศูนย์กลางการคมนาคมที่ซับซ้อน หลายคนหันมาเลือกใช้เส้นทางภายในภูมิภาคที่มีความมั่นคงมากกว่า ลดอุปสรรคในการเดินทาง และสร้างความมั่นใจได้มากยิ่งขึ้น

สำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิมในเอเชีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในเส้นทางการเดินทางหลักสำหรับปี 2569 โดยได้รับการสนับสนุนจากความใกล้ชิดกับตลาดเป้าหมายหลัก การเชื่อมต่อทางอากาศที่แข็งแกร่ง ระบบนิเวศฮาลาลที่ได้รับการพัฒนา และเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย

แรงผลักดันนี้ยังสะท้อนให้เห็นผ่านรางวัล GMTI ประจำปีนี้ด้วย โดยมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการยกย่องให้เป็นภูมิภาคที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิมที่มีศักยภาพมากที่สุด (ในประเทศนอกกลุ่ม OIC) ในขณะที่ชวาตะวันตก ประเทศอินโดนีเซียได้รับการยกย่องให้เป็นภูมิภาคที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิมที่มีศักยภาพมากที่สุด (ในกลุ่ม OIC) ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตของภูมิภาคนี้ที่ขยายตัวไปไกลและก้าวข้ามศูนย์กลางการท่องเที่ยวแบบดั้งเดิมไปแล้ว

ในขณะที่การเดินทางภายในกลุ่มประเทศอาเซียนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จุดหมายปลายทางในภูมิภาคจึงมีโอกาสที่จะตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของนักท่องเที่ยว ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่งขึ้น การเพิ่มการมองเห็นบริการที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม และประสบการณ์การชำระเงินที่ราบรื่นไร้รอยต่อ

เอเชียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นศูนย์กลางของการเติบโตของการท่องเที่ยวของชาวมุสลิม

เอเชียยังคงเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวของชาวมุสลิม โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมเกือบ 128 ล้านคน และคิดเป็นสัดส่วน 20.8% ของตลาดทั้งหมด

สำหรับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมในเอเชีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้กลายเป็นเส้นทางหลักในปี 2569 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความใกล้ชิดกับตลาดเป้าหมายสำคัญ การเชื่อมต่อภายในภูมิภาคที่แข็งแกร่ง และโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิมซึ่งได้รับการพัฒนาแล้ว

มาเลเซียยังคงครองตำแหน่งจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรกับชาวมุสลิมอันดับต้น ๆ ประจำปีติดต่อกันเป็นปีที่ 11 ด้วยคะแนน 83 คะแนน ตอกย้ำความแข็งแกร่งในด้านการท่องเที่ยวฮาลาล บริการที่เป็นมิตรกับชาวมุสลิม การตลาดจุดหมายปลายทาง และนโยบาย Visit Malaysia 2026

อินโดนีเซียไต่ขึ้นมา 3 อันดับ สู่อันดับที่ 2 ร่วมกับตุรกีและซาอุดีอาระเบีย ด้วยคะแนน 79 คะแนน สะท้อนการสนับสนุนจากการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดงานด้านฮาลาลระดับนานาชาติ และการลงทุนเพื่อยกระดับจุดหมายปลายทางให้รองรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มประเภท

ในประเทศนอกกลุ่ม OIC สิงคโปร์ยังคงครองอันดับที่ 1 และอยู่ในอันดับที่ 11 ของโลก ด้วยคะแนน 73 คะแนน จากความโดดเด่นของระบบนิเวศด้านอาหารฮาลาลที่แข็งแกร่ง มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง สภาพแวดล้อมแบบพหุวัฒนธรรม และโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวที่ทันสมัย ขณะที่ ฮ่องกงขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 2 ท่ามกลางประเทศในกลุ่มนอก OIC ส่วนไต้หวันและสหราชอาณาจักรครองอันดับที่ 3 ร่วมกัน

ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ต่างแสดงให้เห็นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน สะท้อนถึงการลงทุนเพื่อพัฒนาประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เปิดกว้างและครอบคลุมความต้องการของนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ซึ่งกำลังเกิดขึ้นในวงกว้างทั่วภูมิภาคเอเชีย

ทั้งนี้ รายงานยังสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของจุดหมายปลายทางที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลมากยิ่งขึ้น โดยนวัตกรรมต่าง ๆ อาทิ ระบบวีซ่าอิเล็กทรอนิกส์ ระบบตรวจคนเข้าเมืองด้วยเทคโนโลยีไบโอเมตริกซ์ แชตบอต AI ผู้ช่วยด้านการเดินทางดิจิทัล ระบบแปลภาษาแบบเรียลไทม์ และระบบบริหารจัดการจุดหมายปลายทางอัจฉริยะ ทั้งหมดล้วนมีบทบาทสำคัญในการยกระดับความสะดวกสบายพร้อมกับลดความไม่แน่นอนในทุกช่วงเวลาของการเดินทาง

จากความพร้อมของจุดหมายปลายทาง สู่การขับเคลื่อนศักยภาพของจุดหมายปลายทาง

รายงาน GMTI 2026 ยังได้เปิดตัว Destination Activation Stack ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดเชิงกลยุทธ์ที่ผสานสามกรอบแนวคิดเข้าด้วยกัน ได้แก่ ACES ที่ใช้วัดความพร้อมพื้นฐานของจุดหมายปลายทาง RIDA ซึ่งช่วยประเมินประสบการณ์การเดินทางที่มีความรับผิดชอบ น่าดึงดูด การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว และ TRUST ที่ใช้วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนความสนใจของนักท่องเที่ยวให้เป็นการตัดสินใจจองการเดินทาง

เมื่อผสานกรอบแนวคิดทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม ซึ่งไม่ได้พิจารณาเพียงการมีบริการพื้นฐานอย่างอาหารฮาลาลหรือพื้นที่ละหมาดเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการทำให้บริการเหล่านี้เข้าถึงง่าย มองเห็นและค้นหาได้สะดวก รวมถึงมีมาตรฐานที่เชื่อถือได้ รองรับการค้นหาผ่านช่องทางดิจิทัล และสอดคล้องกับความคาดหวังของนักเดินทางในด้านความปลอดภัย ความยั่งยืน ความครอบคลุม และคุณภาพของประสบการณ์การเดินทาง

ฟาซาล บาฮาร์ดีน ซีอีโอของ เครสเซนต์เรตติ้ง และ ฮาลาลทริป กล่าวว่า “ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลกที่ส่งผลให้รูปแบบการเดินทางเปลี่ยนไป นักเดินทางหันมาให้ความสำคัญกับจุดหมายปลายทางที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันซึ่งอยู่ใกล้ ปลอดภัยและคาดการณ์ได้ง่ายกว่า ส่งผลให้ความสามารถในการปรับตัวของจุดหมายปลายทางจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญ นักท่องเที่ยวสมัยใหม่ต้องการความมั่นใจก่อนตัดสินใจออกเดินทาง รวมถึงยังหันมาใช้ระบบอัจฉริยะเพื่อช่วยประเมินและยืนยันข้อมูลของจุดหมายปลายทางมากขึ้น นี่จึงเป็นช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องก้าวออกจาการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางที่มีความพร้อม ไปสู่การขับเคลื่อนและการสร้างความรับรู้ให้กับจุดหมายปลายทางในเชิงรุก การผสานกรอบแนวคิด ACES, RIDA, และ TRUST เข้ากับ Destination Activation Stack  จะช่วยให้องค์กรด้านการท่องเที่ยวมีกรอบการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นและครอบคลุมหลายมิติ สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้แบบเรียลไทม์ รวมถึงเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของจุดหมายปลายทางได้อย่างยั่งยืนในอนาคต”