Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

SCB WEALTH จัดสัมมนา THE NEW MARKET REGIME ชูพลัง One Smart Wealth

SCB WEALTH จัดสัมมนา THE NEW MARKET REGIME ชูพลัง One Smart Wealth
39
เขียนโดย intrend online 2026-08-10

SCB WEALTH ร่วมกับ SCBAM, InnovestX และพันธมิตรการลงทุนระดับโลก จัดสัมมนา “SCB WEALTH INVESTMENT OUTLOOK : THE NEW MARKET REGIME:Turning Uncertainty into Opportunity” พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ One Smart Wealth ยกระดับการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม ผ่าน VAULT Framework ที่ครอบคลุมการบริหารทรัพย์สิน 5 มิติ และเชื่อมโยงการลงทุนเข้ากับเป้าหมายชีวิตของลูกค้า โดย BlackRock แนะยกระดับ Core Portfolio ด้วยการลงทุนที่ครอบคลุมทั้งประเภทสินทรัพย์ อุตสาหกรรม และภูมิภาค รวมถึงเสริม Liquid Alternatives แทนพอร์ตแบบดั้งเดิม 60:40 ที่อาจกระจายความเสี่ยงได้ลดลงในตลาดยุคใหม่ พร้อมชู 3 ธีมหลัก ได้แก่ AI Scarcity, Beyond Labels และ Durable Income ด้าน SCB CIO มอง AI ยังคงเป็น Mega Force สำคัญในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แต่ต้องระวังความเสี่ยงจากการกระจุกตัวและการปรับฐาน จึงแนะนำกระจายการลงทุนจากธุรกิจ AI ต้นน้ำสู่กลุ่มกลางน้ำและปลายน้ำ ขณะที่ InnovestX ประเมินหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ยังไม่อยู่ในภาวะฟองสบู่และมีแนวโน้มขาขึ้นต่ออย่างน้อย 1 ปี จากแรงหนุนของ AI และการลงทุนใน Data Center แต่ด้วยมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง นักลงทุนควร เน้นลงทุนแบบ Selective และอาจพิจารณา Structured Notes ที่เชื่อมโยงกับธีม AI ส่วน SCBAM แนะเพิ่ม Hedge Fund เป็นส่วนเสริมของพอร์ต เพื่อกระจายแหล่งผลตอบแทนและลดความผันผวน โดยเหมาะสำหรับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษที่มีความเข้าใจผลิตภัณฑ์ สามารถรับความเสี่ยงสูง และลงทุนระยะยาวได้

นางสาวปรมาศิริ มโนลม้าย Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB WEALTH ได้จัดสัมมนา SCB WEALTH MARKET OUTLOOK ภายใต้หัวข้อTHE NEW MARKET REGIME : Turning Uncertainty into Opportunity ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความท้าทายรูปแบบใหม่ในตลาดการเงิน ทั้งนี้ SCB WEALTH ได้ตระหนักและยึดมั่นมาโดยตลอดคือบทบาทการเป็นเพื่อนคู่คิดทางการเงินที่ลูกค้าไว้วางใจ พร้อมดูแล ปกป้อง และส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นอย่างมั่นคง การจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ เพื่อถ่ายทอดมุมมองเศรษฐกิจและการลงทุน พร้อมนำเสนอแนวทางบริหารพอร์ตที่สอดคล้องกับภาวะตลาดยุคใหม่เพื่อช่วยให้นักลงทุนสามารถรับมือกับความผันผวน ควบคู่กับการสร้างโอกาสการเติบโตของความมั่งคั่งในระยะยาว

นอกจากนี้ SCB WEALTH เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ “One Smart Wealth” เพื่อยกระดับการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม โดยผสานศักยภาพกับบริษัทในกลุ่มSCBX และพันธมิตรด้านการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อส่งมอบโซลูชันทางการเงินที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับเป้าหมายของลูกค้าแต่ละราย โดย One Smart Wealth จะเชื่อมต่อศักยภาพจากทุกภาคส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่กลุ่มลูกค้า SCB PRIVATE , SCB FIRST และ SCB PRIME ไปจนถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านเงินฝาก สินเชื่อ การลงทุน ประกันภัย การวางแผนทรัพย์สิน การวางแผนภาษี และการส่งต่อมรดก พร้อมผสานความเชี่ยวชาญจาก SCB CIO , SCB EIC , Investment Consultant และ Family Office รวมถึงบริษัทในกลุ่ม SCBX และพันธมิตรระดับโลก

ขณะเดียวกัน SCB WEALTH ได้นำ VAULT Framework มาเป็นการวางแผนการบริหารจัดการทรัพย์สิน โดยแบ่งความต้องการทางการเงินออกเป็น 5 มิติสำคัญได้แก่ 1) Value Income สร้างรายได้มุ่งจัดสรรเงินลงทุนเพื่อสร้างกระแสรายได้สม่ำเสมอ รองรับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน 2) Accumulation สร้างการเติบโต เน้นการเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุนในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่งคั่ง 3) Umbrella สร้างความคุ้มครอง ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง 4) Liquidity สร้างสภาพคล่อง จัดเตรียมทรัพย์สินที่สามารถนำมาใช้ได้ หากมีความจำเป็นเร่งด่วน และ 5) Tactical สร้างโอกาสระยะสั้น จัดสรรเงินบางส่วนเพื่อคว้าโอกาสจากภาวะตลาด และมุมมองการลงทุนของ SCB CIO ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่เหมาะสม

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวช่วยยกระดับการจัดพอร์ตจากการมุ่งสร้างผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การบริหารทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายชีวิตของลูกค้าอย่างแท้จริง ตอกย้ำบทบาท Your Trusted Wealth Banking Partner ที่พร้อมเดินเคียงข้างลูกค้าในทุกเส้นทางสู่ความสำเร็จ เพราะเราเชื่อว่า Your Success. Our Success.”

นายศรชัย สุเนต์ตา CFA, Deputy Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวในหัวข้อ Endgame 2026: Navigating the Market Turning Point ว่า ภาพการลงทุนทั่วโลกในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ถูกขับเคลื่อนด้วย 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ของกลุ่ม Hyperscalers หรือผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลเป็นวงกว้างต่อทิศทางราคาสินทรัพย์ ราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก ทั้งนี้ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI โดยเฉพาะธุรกิจต้นน้ำอย่างกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงตลาดหุ้นเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้นโดดเด่น เนื่องจากโครงสร้างตลาดมีน้ำหนักของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI อยู่ในระดับสูง ในทางกลับกันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าแม้มีหุ้นเทคโนโลยีและ AI เป็นองค์ประกอบสำคัญ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกังวลต่อรายจ่ายลงทุนของกลุ่ม Hyperscalers ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนความสามารถในการสร้างรายได้และผลตอบแทนให้คุ้มค่ากับเงินลงทุนในอนาคต

สำหรับแนวโน้มการลงทุนในครึ่งหลังปี 2569 AI ยังคงเป็น “Mega Force” ที่มีศักยภาพสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น AI ต้นน้ำปรับขึ้นมามากและสะท้อนความคาดหวังเชิงบวกไปแล้วบางส่วน จึงมีความเสี่ยงที่จะปรับฐานหากผลประกอบการหรือการเติบโตต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ ขณะเดียวกัน นักลงทุนต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นหรือดัชนีที่มีน้ำหนัก AI ต้นน้ำอยู่ในระดับสูง SCB WEALTH จึงแนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังธุรกิจ AI กลางน้ำและปลายน้ำที่มีศักยภาพเติบโต แต่ราคาหุ้นยังปรับขึ้นล่าช้ากว่ากลุ่มต้นน้ำ เพื่อรับโอกาสจากการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมลดการพึ่งพาผลตอบแทนจากหุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปมากแล้วเพียงกลุ่มเดียว นอกจากนี้ นักลงทุนควรเพิ่มบทบาทของสินทรัพย์ที่สามารถสร้างกระแสรายได้ให้แก่พอร์ต เช่น กองทุนที่ลงทุนใน SET REITs หุ้นไทยปันผลสูง ตราสารหนี้ต่างประเทศ และหุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง หรือ Structured Notes

Mr. Navin Saigal, Managing Director, is Head of Global Fixed Income, Asia Pacific, BlackRock กล่าวว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นักลงทุนควรจับตา 3 ธีมสำคัญ ซึ่งมีบทบาทต่อทิศทางเศรษฐกิจและการจัดพอร์ตลงทุน ได้แก่ 1) AI Scarcity แม้ AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจและผลตอบแทนของดัชนีตลาดหุ้นส่วนใหญ่ แต่ระดับมูลค่าหุ้นที่ค่อนข้างสูง นักลงทุนจึงควรให้ความสำคัญกับการคัดเลือกหลักทรัพย์และบริหารความเสี่ยงจากการกระจุกตัวอย่างรอบคอบ 2) Beyond Labels นักลงทุนควรก้าวข้ามการแบ่งประเภทสินทรัพย์ตามกรอบแบบเดิม เนื่องจากสินทรัพย์ที่อยู่คนละประเภทอาจมีปัจจัยเสี่ยงหรือแรงขับเคลื่อนร่วมกัน ส่งผลให้ราคาและผลตอบแทนเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันได้ การกระจายการลงทุนจึงควรวิเคราะห์ให้ลึกถึงปัจจัยพื้นฐานและความเสี่ยงเฉพาะของสินทรัพย์แต่ละราย และ 3) Durable Income การสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอและยั่งยืนควบคู่กับการกระจายความเสี่ยง เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างพอร์ตที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับมือกับความผันผวน นักลงทุนอาจเพิ่มสินทรัพย์ต่างประเทศเพื่อเสริมความหลากหลาย พร้อมกระจายการลงทุนในตราสารหนี้จากตลาดพัฒนาแล้ว ไปยังตราสารหนี้เอเชียที่มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้นในระดับต่ำกว่า

นอกจากนี้ นักลงทุนอาจพิจารณาเพิ่มโอกาสลงทุนที่เข้าถึงได้ยากในสัดส่วนที่เหมาะสม เช่น กองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด (Private Markets) เพื่อเปิดรับแหล่งผลตอบแทนและรายได้ที่แตกต่างจากสินทรัพย์ในตลาด โดยมูลค่าตลาดหุ้นนอกตลาดทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ตลาดตราสารหนี้นอกตลาดมีมูลค่าประมาณ 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา Offshore Investment Team Lead บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวในหัวข้อ “Bound the Risk, Lock the Return” ว่า การปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในแต่ละวัฏจักรที่ผ่านมา มักสอดคล้องกับการเกิดเทคโนโลยีและรูปแบบการใช้งานใหม่ โดยรอบขาขึ้นที่ยาวนานที่สุดเกิดขึ้นในช่วงดอทคอม ตามมาด้วยยุคการเติบโตของสมาร์ตโฟนที่มีรอบวัฏจักรขาขึ้นของยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ยาวถึง 4 ปี ขณะที่วัฏจักรปัจจุบันปรับตัวขึ้นต่อเนื่องมาแล้วประมาณ 33 เดือน ซึ่งอยู่บริเวณกึ่งกลางของระยะเวลาเฉลี่ยในรอบขาขึ้นของหุ้นกลุ่มนี้ จึงประเมินว่าแนวโน้มเชิงบวกอาจดำเนินต่อไปได้อีกอย่างน้อย 1 ปี หรือยาวนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ AI สำหรับข้อกังวลเรื่องภาวะฟองสบู่ InnovestX ประเมินว่าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในปัจจุบันยังไม่เข้าสู่ภาวะดังกล่าว โดยผลประกอบการของบริษัทในกลุ่มสามารถเติบโตได้ตามที่คาดหรือดีกว่าที่ตลาดประเมินไว้ต่อเนื่องตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2566

อย่างไรก็ตาม มูลค่าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ในปัจจุบันถือว่าค่อนข้างสูง โดยซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E ประมาณ 25–30 เท่า สะท้อนว่าราคาไม่ถูก แต่ยังไม่แพงเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานจะรองรับเนื่องจากธีม AI ได้ยกระดับจากวาระของแต่ละประเทศไปสู่การเป็นวาระสำคัญของโลก ขณะที่การลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) ยังคงส่งผลเชิงบวกตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยรายได้และอัตรากำไรยังเติบโตได้ดีกว่าคาด แม้บริษัทต่าง ๆ ต้องใช้รายจ่ายลงทุน หรือ Capex ในระดับสูง
ทั้งนี้ วัฏจักรขาขึ้นของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ได้ผ่านพ้นช่วงเริ่มต้นและกำลังเข้าสู่ช่วงกลางถึงปลายรอบ ทำให้ความผันผวนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวหรือปัจจัยใหม่เข้ามากระทบ อาจนำไปสู่การปรับฐานจากระดับความคาดหวังของตลาดที่อยู่ในระดับสูง นักลงทุนจึงควรเพิ่มความระมัดระวังและเน้นการลงทุนแบบคัดเลือก (Selective) โดยพิจารณาทั้งความแข็งแกร่งของปัจจัยพื้นฐาน ศักยภาพการเติบโตของผลประกอบการ และระดับมูลค่าหุ้น สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะสั้น อาจพิจารณาผลิตภัณฑ์ Structured Notes ที่มีหลักทรัพย์อ้างอิงเชื่อมโยงกับธีม AI

นายชาตรี โรจนอาภา, CFA, FRM, Head of Investment Consultant ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าว หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวขึ้นมาพอสมควรแล้ว สะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมในอนาคต แม้แนวโน้มระยะยาวยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อ แต่ระยะสั้นอาจเผชิญแรงขายและความผันผวน ดังนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนในหุ้นกลุ่มดังกล่าว นักลงทุนควรประเมินอย่างรอบด้านว่า โอกาสสร้างผลตอบแทนมีความคุ้มค่ากับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้หรือไม่ รวมถึงพิจารณาความเหมาะสมของจังหวะเข้าลงทุน
ทั้งนี้ นักลงทุนที่ต้องการแสวงหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากหุ้นที่มีศักยภาพ แต่ยังมีความกังวลต่อความผันผวนในระยะสั้น อาจพิจารณาทางเลือกการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีโครงสร้างผลตอบแทนสอดคล้องกับมุมมองตลาด หนึ่งในทางเลือกดังกล่าวคือ หุ้นกู้อนุพันธ์แฝงประเภท Fixed Coupon Note ที่มีเงื่อนไข Knock-In, Knock-Out หรือ KIKO Features โดย InnovestX ซึ่งมีอายุตราสารสูงสุด 6 เดือน และมีโอกาสให้ผลตอบแทนในระดับค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขของผลิตภัณฑ์อย่างรอบคอบ เนื่องจากโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นย่อมมาพร้อมความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาหลักทรัพย์ที่อ้างอิง ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) ที่รับความเสี่ยงได้สูง มีความรู้ความเข้าใจในตราสารซับซ้อน และต้องการโอกาสรับผลตอบแทนภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

ทั้งนี้บริษัทในกลุ่ม SCBX ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ และนำเสนอ Feature ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ผู้ลงทุนที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการเงินการลงทุน (Relationship Manager : RM)
Mr. Zach Bevevino, CFA, Managing Director and Multi-Asset Strategies & Solutions (MASS) Strategist at BlackRock กล่าวในหัวข้อ “Elevating Your Core Allocation” ว่า การกระจายการลงทุนยังเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารพอร์ต เนื่องจากไม่มีสินทรัพย์ใดสร้างผลตอบแทนโดดเด่นได้ต่อเนื่องทุกปี อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรปรับพอร์ตให้เหมาะกับตลาดยุคใหม่ที่เผชิญทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ การกระจุกตัวของหุ้นธีม AI และการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันมากขึ้นของหุ้นและตราสารหนี้ ส่งผลให้พอร์ตแบบดั้งเดิมที่มีหุ้นและตราสารหนี้ ในสัดส่วน 60:40 อาจกระจายความเสี่ยงได้ไม่ดีเท่าในอดีต

ทั้งนี้ BlackRock มีมุมมองให้ยกระดับ Core Portfolio ด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ครอบคลุมประเภทสินทรัพย์ อุตสาหกรรม และภูมิภาค รวมถึงเพิ่มสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับหุ้นและตราสารหนี้ต่ำ เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต โดยกองทุน SCBGMCORE(A) (ความเสี่ยงระดับ 5) เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ผสมผสานสินทรัพย์และกลยุทธ์ดังกล่าวภายใต้การบริหารของผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ นักลงทุนควรลงทุนอย่างต่อเนื่องและหลีกเลี่ยงการจับจังหวะเข้าออกตลาดบ่อยครั้ง เพราะอาจพลาดช่วงที่ตลาดสร้างผลตอบแทนโดดเด่น การอยู่ในตลาดเป็นเวลานานขึ้นจะช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนระยะสั้น และเพิ่มโอกาสบรรลุเป้าหมายระยะยาว

นางสาวนิสารัตน์ ชมภูพงษ์ Head of Wealth and Investment Advisory, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงิน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ นักลงทุนไม่ควรรอให้สถานการณ์คลี่คลายอย่างชัดเจนก่อนกลับเข้าลงทุน เพราะในหลายกรณีตลาดมักฟื้นตัวก่อนที่ความไม่แน่นอนจะสิ้นสุด ส่งผลให้ผู้ที่รออาจต้องลงทุนในราคาที่สูงขึ้นและพลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัว

SCB CIO จึงแนะนำให้นักลงทุนให้ความสำคัญกับ Stay Invested ซึ่งไม่ได้หมายถึงการถือหุ้นตลอดเวลาหรือไม่ปรับพอร์ต แต่คือการมี Core Portfolio ที่แข็งแรงและสามารถปรับตัวได้ เพื่อไม่ต้องเปลี่ยนการตัดสินใจทุกครั้งที่สภาวะตลาดเปลี่ยนแปลง โดยใช้แนวคิด Core + Opportunistic คือมี Core Portfolio เป็นรากฐานของพอร์ต ก่อนต่อยอดด้วยการลงทุนเชิงโอกาส (Opportunistic Investments) ตามภาวะตลาดและระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม แนวคิดดังกล่าวมุ่งให้ Core Portfolio ทำหน้าที่ทั้งสร้างการเติบโต กระจายความเสี่ยง และบริหารความผันผวน เพื่อให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว หนึ่งในทางเลือกสำหรับการลงทุนระยะยาวคือกองทุน SCBGMCORE(A) (ความเสี่ยงระดับ 5) ซึ่งพัฒนาจากความร่วมมือระหว่าง SCB WEALTH และ BlackRock เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงการบริหารพอร์ต Global Multi-Asset ระดับโลก กองทุนประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ Diversified Core ETFs เพื่อกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก Liquid Alternatives ที่มุ่งสร้าง Absolute Return ผ่านกลยุทธ์ Global Macro และ Volatility Control เพื่อช่วยบริหารความผันผวนของพอร์ต โดยจุดเด่นที่ทำให้ SCBGMCORE แตกต่างจากกองทุน Multi-Asset ทั่วไป คือการนำ Liquid Alternatives มาเป็นส่วนหนึ่งของ Portfolio ซึ่งช่วยเพิ่มความหลากหลายของแหล่งที่มาของผลตอบแทน และยกระดับประสิทธิภาพการกระจายความเสี่ยงของพอร์ต สำหรับนักลงทุนที่มีเงินเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐอยู่แล้ว หรือมีเป้าหมายใช้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐในอนาคต เช่น การศึกษาต่อต่างประเทศ หรือการใช้จ่ายในต่างประเทศ สามารถพิจารณาลงทุนในกองทุน SCBUSDGMCORE (ความเสี่ยงระดับ 5) ซึ่งมีนโยบายการลงทุนเช่นเดียวกับ SCBGMCORE(A) แต่ลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายและค่าใช้จ่ายในอนาคต

นางสาวนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส Chief Investment Officer บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนไทยพาณิชย์ (SCBAM) กล่าวว่า ความผันผวนของตลาดมีแนวโน้มเกิดบ่อยและเปลี่ยนรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กระแส AI ทำให้ผลตอบแทนและมูลค่าตลาดกระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท เพิ่มความเสี่ยงที่ตลาดอาจปรับขึ้นหรือลงอย่างรุนแรงได้ นอกจากนี้ ความผันผวนของตลาดตราสารหนี้และสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ค่าสหสัมพันธ์ของผลตอบแทนของหุ้นและตราสารหนี้เปลี่ยนจากระดับติดลบเป็นบวก สะท้อนว่าทั้งสองสินทรัพย์มีโอกาสเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันมากขึ้น การจัดพอร์ตแบบดั้งเดิมที่มีเพียงหุ้นและตราสารหนี้จึงอาจกระจายความเสี่ยงได้ไม่เพียงพอ

SCBAM มองว่า Hedge Fund สามารถใช้เป็นส่วนเสริมของพอร์ต เนื่องจากมีกลยุทธ์ยืดหยุ่น เช่น Long-Short และ Leverage รวมทั้งแสวงหาผลตอบแทนจากสินทรัพย์หลากหลายประเภท โดยกองทุนของ Verition มีจุดเด่นด้านประสิทธิภาพการสร้างผลตอบแทนต่อความเสี่ยงแต่ Hedge Fund มีข้อจำกัดทั้งด้านการเข้าถึงสภาพคล่อง และความซับซ้อน จึงเหมาะกับผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษที่มีความเข้าใจ รับความเสี่ยงได้ในระดับสูงและลงทุนระยะยาวได้