Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (ล่าสุดที่พุ่งแตะระดับเกินกว่า 4.0 แสนคนอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567) หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่ากว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ (อายุ 20-24 ปี) หรือคิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน --- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.8%YoY สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และคาดว่าจะเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ... ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 1.8% ในปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 4 เงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวจากช่วง 9 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ***  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

กสิกรไทย เดินหน้าเสริมแกร่ง ต่อยอดผู้นำธุรกิจหลัก เติบโตอย่างมีคุณภาพ

กสิกรไทย เดินหน้าเสริมแกร่ง ต่อยอดผู้นำธุรกิจหลัก เติบโตอย่างมีคุณภาพ
29
เขียนโดย intrend online 2026-11-05

กสิกรไทย เดินหน้าเสริมแกร่ง ต่อยอดผู้นำธุรกิจหลัก เติบโตอย่างมีคุณภาพ ร่วมสร้างอนาคตไปด้วยกัน

กสิกรไทยเผยความสำเร็จในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3+1 & P และกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลางควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและต่อยอดความเป็นผู้นำในธุรกิจหลัก ผ่านโซลูชันทางการเงินและบริการที่ตอบโจทย์จากความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ครองตำแหน่งผู้นำด้านดิจิทัลแบงก์กิ้ง ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในการใช้บริการกับธนาคารกสิกรไทย ทั้งในกลุ่มลูกค้าบุคคลและผู้ประกอบการ พร้อมเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมการชำระเงิน บริการธุรกรรมครบวงจร และโซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรม ผสานศักยภาพของบุคลากรกับเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน สร้างคุณค่าให้แก่ลูกค้า เสริมแกร่งการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว

 

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย (ที่สองจากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ (ที่สองจากขวา) ผู้จัดการใหญ่  นายจงรัก รัตนเพียร (ซ้าย) ผู้จัดการใหญ่  และ นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ (ขวา) ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย แถลงข่าว “กสิกรไทยเดินหน้าเสริมแกร่ง ต่อยอดผู้นำธุรกิจหลัก เติบโตอย่างมีคุณภาพ ร่วมสร้างอนาคตไปด้วยกัน” เผยความสำเร็จในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3+1 & P และกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารความเสี่ยง ต่อยอดผู้นำธุรกิจหลักผ่านโซลูชันที่ตอบโจทย์ทั้งลูกค้าบุคคลและผู้ประกอบการ พร้อมตอกย้ำผู้นำด้านดิจิทัลแบงก์กิ้งและธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง พัฒนานวัตกรรมการชำระเงิน บริการธุรกรรมครบวงจร และโซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรม ควบคู่กับการผสานศักยภาพบุคลากรและเทคโนโลยี เพื่อสร้างคุณค่าแก่ลูกค้าและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ เมื่อเร็ว ๆ นี้

 

เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเติบโตทางธุรกิจ แต่คือการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนไปพร้อมกับลูกค้า

 

 

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป้าหมายของธนาคารกสิกรไทยไม่ใช่เพียงการเติบโตทางธุรกิจ แต่คือการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนไปพร้อมกับลูกค้า โดยความสำเร็จจากการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3+1 & P และกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับการดูแลลูกค้า เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัยและรอบด้าน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธนาคารในระยะยาว

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในรูปแบบ Team Thailand เพื่อยกระดับผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมเร่งปรับตัวด้วยเทคโนโลยีและการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ธนาคารกสิกรไทยในฐานะสถาบันการเงินชั้นนำพร้อมเคียงข้างและสนับสนุนลูกค้าและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มให้สามารถปรับตัว รับมือความท้าทาย คว้าโอกาสใหม่ และเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

ยุทธศาสตร์ 3+1 & P การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน และกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและการเติบโตอย่างมีคุณภาพของธนาคาร พร้อมรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง โดยครองอันดับ 1 ด้านการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 30% และมีผู้ใช้งาน K PLUS กว่า 24 ล้านราย ครองอันดับ 1 ด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ด้วยส่วนแบ่งตลาด 19% รวมทั้งรักษาความเป็นผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่ง โดยมีจำนวนลูกค้า Wealth เพิ่มขึ้น 16% และครองอันดับ 1 ด้านสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกองทุนรวม (Mutual Fund AUM) ด้วยส่วนแบ่งตลาด 22.6% ตลอดจนผู้นำด้านการจัดจำหน่ายตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bond Underwriting) และครองอันดับ 1 ด้านคะแนนความพึงพอใจ (NPS: Net Promoter Score) ทั้งโมบายแบงก์กิ้ง และลูกค้าผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ K-Strategy (ยุทธศาสตร์ 3+1 & P) ประกอบด้วย การยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพด้านสินเชื่อ การขยายธุรกิจรายได้ค่าธรรมเนียม ผ่านการให้บริการด้าน Wealth และการชำระเงิน การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับช่องทางต่างๆ การสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในระยะกลางและระยะยาว การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ดูแลลูกค้าทุกมิติของชีวิตและธุรกิจ ผสานศักยภาพคนและเทคโนโลยี ส่งมอบโซลูชันตอบโจทย์ตรงใจ

 

 

ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า บริบทการแข่งขันของธุรกิจการเงินในปัจจุบันได้ก้าวข้ามจากการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์ ไปสู่การแข่งขันด้านความเข้าใจลูกค้า คุณภาพของคำแนะนำ และการสร้างความสัมพันธ์บนความไว้วางใจในระยะยาว ธนาคารกสิกรไทยจึงมุ่งผสานศักยภาพของบุคลากร เข้ากับเทคโนโลยี ข้อมูล และ AI เพื่อส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ปลอดภัย และสร้างคุณค่าอย่างแท้จริง

ในการจ้างงานของประเทศไทย กว่า 70% มาจากการจ้างงานโดยธุรกิจผู้ประกอบการซึ่งเป็นหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยธนาคารมุ่งเป็นที่ปรึกษาที่ไว้วางใจ (Trusted Advisor) เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางการแข่งขันและความท้าทายต่างๆ ด้วยความเข้าใจธุรกิจของลูกค้าอย่างรอบด้าน พร้อมนำเสนอโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งบริการทางการเงินและบริการที่มากกว่าการเงิน ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละธุรกิจ ตั้งแต่โซลูชันการชำระเงินแบบครบวงจร โซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและการพัฒนาองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรต่างๆ อาทิ K SME Care ที่ดำเนินการต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ 27

นอกจากนี้ ธนาคารได้ยกระดับธุรกิจ Wealth สู่การเป็น “Lifelong Wealth Partnership” ที่ดูแลลูกค้าทุกกลุ่มในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่การสร้าง ปกป้อง ไปจนถึงการส่งต่อความมั่งคั่ง โดยมีฐานลูกค้า Wealth ขยายตัว 16% และสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกองทุนรวม (Mutual Fund AUM) เพิ่มขึ้น 8% พร้อมเดินหน้ายกระดับประสบการณ์ลูกค้า ผ่านการผสานศักยภาพของบุคลากรเข้ากับเทคโนโลยี ข้อมูล และ AI เพื่อส่งมอบบริการที่ตอบโจทย์ได้ตรงความต้องการ อีกทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นในยุคการชำระเงินดิจิทัลด้วยการยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลแบงก์กิง พัฒนาฟีเจอร์ K PLUS ให้ตอบโจทย์ การใช้งานที่สะดวก รู้ใจ และปลอดภัย โดยยังคงอันดับ 1 ด้านการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล และเป็นโมบายแบงก์กิงที่มีจำนวนผู้ใช้งานสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของไทย            

ในการใช้เทคโนโลยีและ AI ธนาคารมองว่า AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่คน หากแต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมศักยภาพบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างนวัตกรรมบริการรูปแบบใหม่ ขณะที่ความไว้วางใจ ความเข้าใจลูกค้า และความสัมพันธ์ระหว่างคน ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการให้บริการทางการเงินในอนาคต

หนุนธุรกิจคว้าโอกาสจากคลื่นการลงทุนใหม่ ควบคู่การบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

 

 

นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น แม้การเติบโตยังไม่ทั่วถึงและยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ โดยทิศทางค่าเงินบาทและนโยบายการเงินยังได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบางในบางภาคส่วน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา คือ วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ท่ามกลางบริบทดังกล่าว ตั้งแต่ต้นปี สินเชื่อธุรกิจลูกค้าบรรษัท ขยายตัวประมาณ 7% ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตสินเชื่อธนาคาร โดยธนาคารมุ่งสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจอย่างมีคุณภาพ คัดเลือกโอกาสทางธุรกิจที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและให้ผลตอบแทนอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการดูแลคุณภาพสินทรัพย์และการบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่างมีวินัย มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายภาครัฐ ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และโอกาสด้านความยั่งยืน  โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center ซึ่งสามารถสร้างโอกาสต่อเนื่องไปยัง Ecosystem ที่เกี่ยวข้อง เช่น นิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจก่อสร้าง อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และ Network Connectivity ซึ่งธนาคารพร้อมสนับสนุนด้วยโซลูชันทางการเงิน นวัตกรรมการชำระเงิน และบริการธุรกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการภาคธุรกิจตรงจุดครบวงจร เชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ เสริมศักยภาพการแข่งขันและสนับสนุนให้ลูกค้าก้าวผ่านความท้าทายและเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ขณะเดียวกัน ธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกอย่างรอบด้านและมีวินัยเพื่อรักษาความมั่นคงของธนาคารและสนับสนุนลูกค้าให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอน ทั้งด้านเครดิตที่มุ่งการเติบโตอย่างมีคุณภาพ คัดเลือกลูกค้าที่มีศักยภาพ ติดตามสัญญาณความเสี่ยงผ่านระบบ Early Warning Signals และให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างทันท่วงที ด้านการป้องกันภัยทุจริตทางดิจิทัลและบัญชีม้า โดยเดินหน้ายกระดับระบบตรวจจับธุรกรรมผิดปกติเพื่อป้องกันลูกค้าจากการตกเป็นเหยื่อ เพิ่มความรวดเร็วในการจัดการบัญชีม้า และสร้างความตระหนักรู้ให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับการกำกับดูแลและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ทั้งการป้องกันการฟอกเงิน (AML) การตรวจสอบข้อมูลลูกค้า การร่วมมือกับทางการในการจัดการทุนเทา และการปฏิบัติตามเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด ทั้งการฝากเงินสด การถอนเงินสด และการแลกเงิน (มูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป) ของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งการเตรียมความพร้อมรองรับกฎเกณฑ์ใหม่ นอกจากนี้ ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงด้านตลาดและสภาพคล่อง รวมทั้งการทดสอบภาวะวิกฤตและการเตรียมแผนรองรับ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ความต่อเนื่องในการให้บริการ และความมั่นคงในระยะยาว

เสริมแกร่งตอบโจทย์ทุกจังหวะชีวิตลูกค้าบุคคล ต่อยอดผู้นำดิจิทัล และการเงินเพื่อความยั่งยืน

 

 

นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ท่ามกลางการแข่งขันในภาคการเงินที่เข้มข้นต่อเนื่อง และการเกิดขึ้นของ Virtual Bank ซึ่งเพิ่มทางเลือกและยกระดับประสบการณ์ทางการเงินให้แก่ลูกค้า ธนาคารกสิกรไทยมุ่งสร้างความแตกต่างด้วยความเข้าใจความต้องการของกลุ่มลูกค้าบุคคลอย่างลึกซึ้ง และการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิตอย่างเหมาะสม พร้อมยกระดับการดูแลลูกค้าผ่านบริการที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ ผสานความแข็งแกร่งด้านดิจิทัลเข้ากับประสบการณ์การให้บริการที่ราบรื่นและตรงใจ

ธนาคารมุ่งเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของลูกค้า พร้อมกับการตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของลูกค้าในระยะยาว สนับสนุนลูกค้าในช่วงสำคัญของชีวิตด้วยโซลูชันทางการเงินที่รองรับทุกช่วงวัย ด้วยบริการที่ช่วยให้การทำธุรกรรมและการใช้จ่ายเป็นเรื่องง่าย พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดคล้องไลฟ์สไตล์และความต้องการเฉพาะบุคคล ตลอดจนการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและมีคุณภาพ รักษาและต่อยอดความสัมพันธ์กับลูกค้าปัจจุบันที่มีศักยภาพ และปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ อาทิ การพัฒนาบัตรเครดิตให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายตรงจุดยิ่งขึ้น คัดสรรสิทธิประโยชน์และวางแผนการตลาดให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม เน้นการใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยสามารถรักษาความเป็นผู้นำในตลาดบัตรเดรดิตอันดับ 1 ด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตร ด้วยส่วนแบ่งตลาด 19% การเติบโตสินเชื่อบ้านในกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการขายและบริการ รวมถึงสามารถแจ้งความประสงค์ขอสินเชื่อบ้านผ่านช่องทาง K PLUS ที่สะดวกและรวดเร็ว  และหากมีบัญชีเงินเดือนกับธนาคารจะสามารถทราบผลสินเชื่อบ้านเบื้องต้นภายใน 15 นาที การขยายโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อผ่าน LINE BK เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินสามารถเข้าถึงสินเชื่อที่เหมาะสมกับความต้องการและความสามารถในการชำระหนี้ ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างตรงจุดตามแนวทางมาตรการภาครัฐและธนาคาร โดยคำนึงถึงประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ

อีกทั้ง ธนาคารยังได้ขยายสินเชื่อ ESG เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยธนาคารมองว่าความยั่งยืน (Sustainability) ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของธุรกิจในอนาคต ทั้งการเข้าถึงตลาด แหล่งเงินทุน และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ท่ามกลางกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น ธนาคารมุ่งเป็นพันธมิตรสนับสนุนลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero อย่างครบวงจร ทั้งการสนับสนุนทางการเงิน การให้คำปรึกษา ตลอดจน Carbon Accounting Solutions ผ่าน KClimate 1.5 ควบคู่กับการเสริมสร้างองค์ความรู้และพัฒนาผู้นำด้านความยั่งยืนผ่านหลักสูตรอบรมผู้บริหารระดับสูงด้านความยั่งยืน (Net Zero CEO) เพื่อช่วยให้ลูกค้าปรับตัว คว้าโอกาสใหม่ ยกระดับศักยภาพธุรกิจ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันธนาคารมีสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance and Investment) สะสมกว่า 2.53 แสนล้านบาท และมุ่งสู่เป้าหมาย 4–5 แสนล้านบาทภายในปี 2573

นอกจากนี้ ธนาคารยังมุ่งสร้างความสัมพันธ์กับทั้งลูกค้าไทยและธุรกิจท้องถิ่นที่มีศักยภาพ และเชื่อมโยงตลาดต่างๆ ให้เป็น Regional Financial Ecosystem โดยธนาคารมีบทบาทเป็น Regional Growth Partner ที่สนับสนุนลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจในไทยจนขยายสู่ภูมิภาค พร้อมสร้างฐานลูกค้าท้องถิ่นที่แข็งแกร่งบนหลักการเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความสามารถในการทำกำไร และบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

 

 

นางสาวขัตติยา กล่าวตอนท้ายว่า ความสำเร็จของธนาคารไม่ได้วัดจากผลการดำเนินงานในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ธนาคารจึงมุ่งมั่นรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน ดำเนินธุรกิจอย่างมีวินัย สร้างผลตอบแทนที่มั่นคง และต่อยอดความเป็นผู้นำในธุรกิจที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถทั้งด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และบุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างคุณค่าที่มีความหมายแก่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตไปข้างหน้าด้วยกันอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน