Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

คปภ. เรียกประชุมภาคธุรกิจประกันภัย รับมือหลังน้ำลด บรรเทาเดือดร้อนผู้เอาประกันภัย

คปภ. เรียกประชุมภาคธุรกิจประกันภัย รับมือหลังน้ำลด บรรเทาเดือดร้อนผู้เอาประกันภัย
29
เขียนโดย intrend online 2026-09-28

คปภ. เรียกประชุมภาคธุรกิจประกันภัย ช่วยเหลือเร่งด่วน พร้อมรับมือหลังน้ำลด บรรเทาความเดือดร้อนผู้เอาประกันภัย
    
เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) มอบหมายให้ นายอดิศร พิพัฒน์วรพงศ์ รองเลขาธิการ ด้านกฎหมายและตรวจสอบ เป็นประธานการประชุมติดตามและเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจประกันภัยเพื่อรองรับสถานการณ์อุทกภัย ร่วมกับ สมาคมประกันวินาศภัยไทยและภาคธุรกิจประกันภัย ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อร่วมกันติดตามสถานการณ์ความเสียหาย ด้านการประกันภัยและเตรียมมาตรการรองรับการให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบ จากอุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร ผู้สำรวจภัย ช่องทางรับแจ้งเหตุ เครือข่ายอู่ซ่อมรถ การสำรวจและประเมินความเสียหาย ตลอดจนการพิจารณาและจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้สามารถรองรับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    
สำนักงาน คปภ. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจัดการประชุมครั้งนี้ขึ้นเพื่อรับฟังสถานการณ์ ปัญหาและอุปสรรคจากภาคธุรกิจประกันภัย ตลอดจนสะท้อนการเตรียมความพร้อมและร่วมกันกำหนดแนวทางในการให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยที่ได้รับผลกระทบ โดยได้หารือถึงการสำรวจข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยในพื้นที่ประสบอุทกภัย ผ่านระบบฐานข้อมูลกลางประกันภัย (Insurance Bureau System : IBS) เพื่อประเมินขอบเขตความเสียหายและจำนวน ผู้เอาประกันภัยที่อาจได้รับผลกระทบ รวมถึงการบูรณาการความร่วมมือกับบริษัทประกันภัยในการจัดเตรียมรถยกและรถลากสำหรับช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมและกีดขวางการจราจร ตลอดจนประสานหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดเตรียมพื้นที่รองรับการเคลื่อนย้ายรถยนต์
    
สำหรับแนวทางดำเนินการ สำนักงาน คปภ. ได้กำชับให้บริษัทประกันภัย เตรียมความพร้อมและกำหนดมาตรการรองรับ ทั้งด้านบุคลากร ผู้สำรวจภัย ช่องทางรับแจ้งเหตุ และเครือข่ายอู่ซ่อมรถให้เพียงพอ รวมถึงเตรียมรองรับกรณีมีการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ขณะเดียวกันให้เร่งสำรวจและประเมินความเสียหายทั้งรถยนต์ บ้านเรือน และทรัพย์สิน โดยจากการรายงานของภาคธุรกิจพบว่า ผู้สำรวจภัยและบริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ได้เริ่มดำเนินการเชิงรุก ไม่รอให้ ผู้เอาประกันภัยติดต่อเข้ามาเพียงฝ่ายเดียว แต่มีการแยกทีมสำหรับติดต่อประสานลูกค้าในพื้นที่ประสบภัยผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งโทรศัพท์ LINE และช่องทางออนไลน์ เพื่อคัดแยกผู้ที่ได้รับผลกระทบและนัดหมายการสำรวจความเสียหายล่วงหน้า โดยเฉพาะพื้นที่ที่ระดับน้ำยังสูงและไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ เพื่อให้สามารถเข้าดำเนินการได้ทันทีเมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวย ทั้งนี้ ภาคธุรกิจประกันภัยยืนยันความพร้อมในการเพิ่มช่องทางการติดต่อเพื่อให้ผู้เอาประกันภัยสามารถแจ้งเหตุและประสานขอรับความช่วยเหลือได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่กำหนดให้บริษัทติดตามกรณีที่ยังไม่สามารถเข้าสำรวจได้และดำเนินการทันทีเมื่อสามารถเข้าพื้นที่ได้
    
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงข้อจำกัดสำคัญในการวางแผนเข้าพื้นที่ คือ ข้อมูลระดับน้ำในแต่ละพื้นที่ที่เป็นปัจจุบัน เนื่องจากบางพื้นที่ยังไม่สามารถส่งผู้สำรวจภัยเข้าไปดำเนินการได้ ภาคธุรกิจจึงเสนอให้สำนักงาน คปภ. ประสานหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสถานการณ์ ระดับน้ำ และการเข้าถึงพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนจัดส่งผู้สำรวจภัยและทีมช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม และเมื่อได้รับข้อมูลแล้วให้ส่งต่อไปยังสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อกระจายข้อมูลไปยังบริษัทสมาชิกและใช้ประกอบการเตรียมความพร้อมในการเข้าพื้นที่ต่อไป
    
ในด้านการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน สำนักงาน คปภ. เน้นย้ำให้ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับ ความรวดเร็วในการพิจารณาและจ่ายค่าสินไหมทดแทน เพื่อให้การประกันภัยสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้เอาประกันภัยจากสถานการณ์อุทกภัยได้อย่างทันท่วงที โดยที่ประชุมได้รับรายงานว่า สำหรับกรณีที่สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ความเสียหายได้อย่างชัดเจน บริษัทประกันภัยมีความพร้อมดำเนินการจ่ายค่าสินไหมทดแทนภายในระยะเวลา ไม่เกิน 7 วัน รวมถึงกรณีความเสียหายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะที่กรณีที่ตรวจสอบแล้วเข้าหลักเกณฑ์ความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) บริษัทประกันภัยจะดำเนินการจัดเตรียมและรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องควบคู่กับกระบวนการประเมินความเสียหาย เพื่อให้เอกสารครบถ้วนและสามารถยืนยันความเสียหายได้ชัดเจน สามารถดำเนินการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้โดยเร็ว ทั้งนี้ แนวทางตามวาระกำหนดให้บริษัทพิจารณาความคุ้มครองและจ่ายค่าสินไหมทดแทนในกรณีที่สามารถประเมิน ความเสียหายได้แล้ว โดยเฉพาะกรณีความเสียหายรุนแรงและรถยนต์ที่อาจเข้าข่าย Total Loss ให้ดำเนินการตามเงื่อนไขกรมธรรม์อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
    
สำหรับกรณีรถยนต์ที่อยู่ระหว่างการเช่าซื้อหรือมีภาระกับสถาบันการเงิน ที่ประชุมได้หารือถึงปัญหาความล่าช้าในการรวบรวมเอกสารจากผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดต่อกระบวนการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในกรณี Total Loss โดยสำนักงาน คปภ. จะประสานความร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวก ในการจัดเตรียมและส่งต่อเอกสาร ลดระยะเวลาและขั้นตอนในการดำเนินการ เพื่อให้การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสามารถดำเนินการได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
    
ในประเด็นการประเมินความเสียหายของรถยนต์จากน้ำท่วม ที่ประชุมได้หารือให้แยกแนวทางการพิจารณาระหว่างรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยกรณีรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ให้ใช้แนวทางการประเมินความเสียหาย 5 ระดับ ตั้งแต่ระดับ A–E ของสำนักงาน คปภ. เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา โดยการพิจารณาค่าสินไหมทดแทนให้เป็นไปตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงและเงื่อนไขความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัย
    
ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ประชุมยังได้หารือถึงการประเมินความเสียหายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยใช้แนวทางในลักษณะเดียวกับการดำเนินการกรณีอุทกภัยในพื้นที่หาดใหญ่ ซึ่งต้องพิจารณามูลค่าความเสียหายของแบตเตอรี่ประกอบกับความเสียหายของตัวรถ โดยเฉพาะกรณีแบตเตอรี่ถูกน้ำท่วมขัง ต้องตรวจสอบว่าสามารถฟื้นฟูหรือซ่อมแซมกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยเพียงใด หากไม่สามารถฟื้นฟูได้ จึงนำมาประกอบการพิจารณาว่าเข้าข่ายความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) หรือไม่ รวมทั้งต้องพิจารณาข้อกำหนดและแนวทางทางของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละยี่ห้อและแต่ละรุ่นประกอบด้วย

นอกจากนี้ สำนักงาน คปภ. ได้หารือกับภาคธุรกิจถึงการจัดทำและรายงานข้อมูลความเสียหายจากอุทกภัย โดยให้บริษัทประกันภัยรวบรวมข้อมูลจำนวนการแจ้งเคลม ประเภทความเสียหาย มูลค่าความเสียหายเบื้องต้น ความคืบหน้าการสำรวจและประเมินความเสียหาย การจ่ายค่าสินไหมทดแทน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน ตามแบบฟอร์มที่สำนักงาน คปภ. จะจัดส่งให้ เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยอย่างต่อเนื่อง
    
ขณะเดียวกัน ในส่วนของสำนักงาน คปภ. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้ผู้เอาประกันภัยสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัยได้อย่างรวดเร็ว โดยในส่วนของ การประกันชีวิต บริษัทประกันภัยอาจขยายระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยออกไปอีก 60 วัน นับแต่วันครบระยะเวลาผ่อนผันเดิม รวมถึงผ่อนผันมาตรการบางประการกรณีกรมธรรม์สิ้นผลบังคับจากการขาดชำระเบี้ยประกันภัย การนำมูลค่าเวนคืนมาชำระเบี้ยประกันภัยโดยอัตโนมัติ ตลอดจนกรณีมีการเปลี่ยนแปลงงวดการชำระเบี้ยประกันภัย เพื่อช่วยลดภาระของผู้เอาประกันภัยในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สำหรับการประกันวินาศภัย สำนักงาน คปภ. ได้กำหนดมาตรการผ่อนผันเพื่อช่วยเหลือผู้เอาประกันภัย โดยกรณีประกันภัยรถยนต์ บริษัทประกันภัยอาจผ่อนผันการเก็บเบี้ยประกันภัยและรับเบี้ยประกันภัยได้จนถึง 180 วัน นับแต่วันที่สัญญาประกันภัย มีผลใช้บังคับ หรือวันที่สัญญาประกันภัยเริ่มต้นมีผลคุ้มครอง สำหรับรถยนต์ทุกประเภท ยกเว้นรถยนต์กลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ส่วนการประกันภัยอื่น บริษัทอาจขยายระยะเวลาการเก็บเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยตามที่กรมธรรม์ประกันภัยกำหนดออกไปได้ 90 วัน นับแต่วันแรกที่บริษัทต้องเก็บเบี้ยประกันภัย นอกจากนี้ กรณีกรมธรรม์ประกันสุขภาพ กรมธรรม์ประกันโรคร้ายแรง หรือกรมธรรม์ประกันภัยที่มีความคุ้มครองในลักษณะเดียวกันสิ้นผลบังคับเนื่องจากการขาดชำระเบี้ยประกันภัย บริษัทอาจงดการตรวจสุขภาพในการขอต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยได้

นอกจากนี้ สำหรับกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัยแบบประหยัดสำหรับรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) ให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้นภายใต้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติเต็มวงเงินเอาประกันภัย จำนวน 10,000 บาท เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้เอาประกันภัยที่บ้านอยู่อาศัยได้รับความเสียหายจากอุทกภัย โดยผู้เอาประกันภัย นำส่งเอกสารยืนยันตัวตนและหลักฐานความเสียหาย เช่น ภาพถ่ายน้ำท่วม หรือรายการทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นไปตามจำนวนเงินความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย
    
ขณะเดียวกัน ยังได้กำหนดมาตรการช่วยเหลือด้านการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สำหรับบ้านอยู่อาศัยและร้านค้า ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยกรณี กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย ให้พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้นภายใต้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติเต็มวงเงินเอาประกันภัย จำนวน 20,000 บาท และกรณีที่ผู้เอาประกันภัยได้ ซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมเพิ่มเติม ให้พิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้นเพิ่ม จำนวน 10,000 บาท หากมีความเสียหายเกินกว่า 10,000 บาท ให้ผู้เอาประกันภัยนำส่งเอกสารและหลักฐานประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม
    
สำหรับร้านค้าที่ทำกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย หรือกรมธรรม์ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (Industrial All Risks : IAR) และได้ซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมเพิ่มเติม ให้พิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น จำนวน 30,000 บาท โดยหากมีความเสียหายเกินกว่า 30,000 บาท ให้ผู้เอาประกันภัยนำส่งเอกสารและหลักฐานประกอบการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม ทั้งนี้ ผู้เอาประกันภัยสามารถใช้เอกสารยืนยันตัวตนและหลักฐานความเสียหาย เช่น ภาพถ่ายน้ำท่วม หรือรายการทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย เพื่อประกอบการพิจารณา โดยการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นไปตามจำนวนเงิน ความคุ้มครองที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย

ในส่วนของ คนกลางประกันภัย สำนักงาน คปภ. ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย โดยขยายระยะเวลาผ่อนผันการยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตตัวแทนประกันภัยและนายหน้าประกันภัยประเภท บุคคลธรรมดา สำหรับผู้ที่ใบอนุญาตสิ้นอายุตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 เป็นต้นไป เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยอาจส่งผลให้ไม่สามารถเข้ารับการอบรมหรือดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อบรรเทาผลกระทบ แก่คนกลางประกันภัย รวมทั้งให้ประชาชนยังคงได้รับบริการด้านประกันภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสามารถยื่นคำขอขยายระยะเวลาการดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตได้ภายใน 15 วันนับแต่วันที่เหตุอุทกภัยสิ้นสุดลง แต่ต้องไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2569 โดยต้องมีหนังสือชี้แจงเหตุผลประกอบการพิจารณา และเป็นผู้ที่ผ่านการอบรมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว แต่ไม่สามารถยื่นคำขอต่ออายุใบอนุญาตได้ภายในกำหนดเวลา หรือเป็นผู้ที่ยังไม่ผ่านการอบรมตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และไม่สามารถเข้ารับการอบรมให้ครบถ้วนได้เนื่องจากได้รับผลกระทบจากอุทกภัย อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ใบอนุญาตสิ้นอายุและยังไม่ได้รับการต่ออายุ ผู้ถือใบอนุญาตจะไม่สามารถเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัยหรือดำเนินกิจกรรมในฐานะคนกลางประกันภัยได้จนกว่าจะได้รับการต่ออายุใบอนุญาตเรียบร้อยแล้ว
    
สำนักงาน คปภ. ฝากถึงภาคธุรกิจประกันภัยให้เตรียมความพร้อมรองรับการให้ความช่วยเหลือภายหลังระดับน้ำลดลง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายสูง ซึ่งประชาชนอาจไม่สามารถเคลื่อนย้ายรถยนต์และทรัพย์สินออกจากพื้นที่ได้ทัน จึงขอให้เตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร ผู้สำรวจภัย ช่องทางรับแจ้งเหตุ เครือข่ายอู่ซ่อมรถ และการประเมินความเสียหายให้เพียงพอ เพื่อให้สามารถเข้าดูแลผู้เอาประกันภัยได้ทันทีเมื่อสถานการณ์คลี่คลายและสามารถเข้าพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย พร้อมกำชับให้ภาคธุรกิจประกันภัย เร่งดำเนินการตามประเด็นที่ได้หารือร่วมกันในการประชุมครั้งนี้ โดยให้ความสำคัญกับ การสำรวจความเสียหาย การอำนวยความสะดวกแก่ผู้เอาประกันภัย และการพิจารณาจ่ายค่าสินไหมทดแทนอย่างรวดเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัย ตลอดจนรายงานความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรคให้สำนักงาน คปภ. ทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ประชาชนและผู้เอาประกันภัยที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการประกันภัย การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หรือสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186 หรือ LINE Official Account @OICCONNECT “คปภ.รอบรู้”