Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

TOA ผนึกพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยสู่ ‘Green Ecosystem’

TOA ผนึกพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยสู่ ‘Green Ecosystem’
29
เขียนโดย intrend online 2026-08-18

ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของภาคธุรกิจ การสร้างอาคารที่ “ดีต่อโลก” จึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือในการประเมินผลกระทบ เพื่อประกอบการตัดสินใจได้จริง TOA จึงมุ่งสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการก่อสร้างอย่างรับผิดชอบ และสร้างมาตรฐานใหม่ที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA ตอกย้ำบทบาทผู้นำอุตสาหกรรมสีและวัสดุก่อสร้างรักษ์โลกของไทย เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน ผนึกกำลังพันธมิตร Green Partner ยกระดับแนวคิด Sustainability จาก “เป้าหมายขององค์กร” สู่ “พลังความร่วมมือของทั้งอุตสาหกรรม” ผ่านงาน “TOA BETTER FUTURE TOGETHER” เวทีที่เปิดโอกาสให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของโครงการอาคาร โรงพยาบาล ศูนย์การค้า ตลอดจนกลุ่มบริหารนิติบุคคลอาคารชุด ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง และกำหนดทิศทางการพัฒนาอาคารที่ตอบโจทย์ทั้งธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่มีข้อมูลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อยกระดับมาตรฐาน Green Building และสร้างระบบนิเวศการก่อสร้างที่เติบโตไปพร้อมกับโลกอย่างยั่งยืน

การจัดงาน “TOA BETTER FUTURE TOGETHER” สะท้อนแนวคิดสำคัญของ TOA ว่า “ความยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากคนใดคนหนึ่ง” แต่ต้องอาศัยการผนึกกำลังของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สถาปนิก วิศวกร ผู้รับเหมา ไปจนถึงผู้บริโภค เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศด้านการก่อสร้างที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบตลอดวงจรชีวิตของอาคาร และนำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมไทยอย่างสมดุลในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก คุณประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษาสมาคมอาคารชุดไทย คุณสมนึก ตันฑเทอดธรรม อุปนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร คุณอรรณนิตย์ อุตสาหะ นายกสมาคมผู้บริหารงานวิศวกรรมในโรงแรมและอาคารพาณิชย์ และ ดร.เชษฐ์ ตั้งทรงจิตรากุล นายกสมาคมบริหารทรัพย์สินแห่งประเทศไทย มาร่วมงานด้วย

นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การสร้างอาคารที่ดีในบริบทของโลกยุคใหม่ ไม่ได้วัดจากความสวยงาม ความแข็งแรง หรือประสิทธิภาพในการใช้งานเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ กระบวนการก่อสร้าง ไปจนถึงการใช้งานตลอดอายุของอาคาร

สำหรับทีโอเอ เรากำหนดให้ Sustainability Commitment เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักขององค์กร และเดินหน้าภายใต้ นโยบาย GREEN MISSION ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลด Carbon Footprint ในกระบวนการผลิต การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการทรัพยากร ตลอดจนการทำงานร่วมกับคู่ค้าและพันธมิตรใน Value Chain โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050

นายจตุภัทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า TOA ต้องการก้าวไปไกลกว่าบทบาทของผู้ผลิตสีและวัสดุก่อสร้าง สู่การเป็น Partner ที่ช่วยสนับสนุน คู่ค้าและทุกภาคส่วนให้สามารถพัฒนาโครงการที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะอนาคตของอุตสาหกรรมก่อสร้างจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือทุกภาคส่วน และทุกฝ่ายใน Value Chain

“TOA BETTER FUTURE TOGETHER เป็นก้าวเริ่มต้นสำคัญที่เราอยากชวนพันธมิตรทุกภาคส่วนมาร่วมกันสร้างอนาคตของอุตสาหกรรมก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่ดีกว่า เราหวังว่างานนี้จะนำไปสู่การสร้างความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และที่สำคัญคือการนำ Sustainability ไปสู่การปฏิบัติจริงในโครงการต่างๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทุกคนใน Value Chain เดินหน้าไปด้วยกัน”

เปิดมุมมองอนาคตการก่อสร้างไทย จาก Green สู่ Net Zero และ Nature Positive
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือการบรรยายพิเศษหัวข้อ “Future Trends in Sustainable Construction and Better Living” โดย ดร.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงการและแผนงาน กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการบริหาร สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ถ่ายทอดมุมมองต่อสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลก และแนวโน้มสำคัญที่ภาคธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ และอุตสาหกรรมก่อสร้างต้องเตรียมพร้อมรับมือ


ดร.เบญจมาส กล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง TEI และ TOA ที่มีมาอย่างยาวนานเกือบ 30 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2540 ซึ่ง TOA ได้รับการรับรองฉลากเขียว จาก TEI เป็นครั้งแรก และยังคงเป็นพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับมาตรฐานและการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย TEI มีบทบาทในการพัฒนามาตรฐานและให้การรับรองฉลากสิ่งแวดล้อม รวมถึงฉลากเขียว และ EPD ตลอดจนการประเมิน Carbon Footprint เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจมีข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่น่าเชื่อถือสำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจ

สำหรับทิศทางสิ่งแวดล้อมโลก ดร.เบญจมาส ชี้ว่า ภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือกับ 3 วิกฤตสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาเมือง โดยเฉพาะภาคก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ การใช้พลังงาน ไปจนถึงการรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่น คลื่นความร้อน ฝนตกหนัก และน้ำท่วม

ขณะเดียวกัน แนวคิดด้านความยั่งยืนกำลังพัฒนาจาก Zero Waste และ Net Zero ไปสู่ Nature Positive ซึ่งหมายถึงการดำเนินธุรกิจที่ไม่เพียงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ต้องสร้างผลกระทบเชิงบวกและฟื้นฟูคุณค่าของธรรมชาติ โดยองค์กรควรปรับเปลี่ยนทั้งระบบ เริ่มจาก “หลีกเลี่ยง ลด และปรับเปลี่ยน” การใช้ทรัพยากรตั้งแต่ต้นทาง ก่อนพิจารณาการรีไซเคิลหรือการแก้ปัญหาที่ปลายทาง

ในส่วนของภาคก่อสร้าง แนวคิด Sustainable Construction จึงต้องก้าวไปไกลกว่าความมั่นคง ความปลอดภัย และการประหยัดพลังงาน โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบตลอดวงจรชีวิตของอาคาร ตั้งแต่การออกแบบและเลือกใช้วัสดุ การใช้ทรัพยากรและพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงการออกแบบอาคารให้สามารถรองรับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ และเอื้อต่อการอยู่อาศัยที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ทั้งนี้ ดร.เบญจมาส มองว่า TOA และพันธมิตรในภาคธุรกิจมีศักยภาพสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง สู่การสร้างอาคาร ที่อยู่อาศัย และสิ่งปลูกสร้างที่ตอบโจทย์ทั้งสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และความยั่งยืนของสังคม พร้อมเดินหน้าจาก Green สู่ Net Zero และ Nature Positive เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ TEI ยังมีบทบาทสำคัญในการเป็น Think Tank ด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการศึกษาและประเมินนโยบาย การพัฒนาเกณฑ์ ตลอดจนการส่งเสริมและสนับสนุนการรับรองฉลากเขียว และฉลากสิ่งแวดล้อม รวมถึงการให้คำปรึกษาและประเมิน Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์และองค์กร เพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจมีข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้อย่างเป็นระบบ

TOA เดินหน้าจาก Green Product สู่ Green Partner สร้าง Green Ecosystem ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย
ภายในงาน TOA ยังถ่ายทอดแนวทางการขับเคลื่อนภายใต้หัวข้อ “TOA: Leading the Way Towards a Greener Future” โดย นายนพคุณ ปัญญาเสริมสุข Head of Marketing บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สะท้อนทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมของ TOA ที่มุ่งตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG ควบคู่กับการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs ผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลด Carbon Footprint และการเพิ่มทางเลือกด้านวัสดุก่อสร้างที่ตอบรับกับมาตรฐานอาคารเขียวและความต้องการของตลาดยุคใหม่

หนึ่งในความก้าวหน้าที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลาก Environmental Product Declaration (EPD) จำนวน 33 รายการ ซึ่งครอบคลุมผลิตภัณฑ์ในระบบงานสีอย่างหลากหลาย ทั้งสีทาอาคาร สีทาโลหะ และสีทาฝ้า รวมถึงครอบคลุมทุกขนาดบรรจุของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง ทำให้ TOA มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ EPD ในระบบงานสีครอบคลุมมากกว่า แบรนด์อื่นๆ ในตลาด ทั้งในด้านประเภทการใช้งานและทางเลือกของขนาดบรรจุ ความครอบคลุมดังกล่าวถือเป็นจุดเด่นสำคัญของ TOA ขณะที่ความครบถ้วนของขนาดบรรจุยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกใช้วัสดุให้สอดคล้องกับความต้องการของโครงการได้มากยิ่งขึ้น

โดยฉลาก EPD เป็นการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ โดยอ้างอิงผลการประเมินผลกระทบตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ หรือ Life Cycle Assessment (LCA) ทำให้ผู้เกี่ยวข้องในโครงการสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกวัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพ การมีข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ กำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง

โดยเฉพาะในยุคที่ Developer และ Owner ต้องรับมือกับความคาดหวังที่สูงขึ้นจากผู้บริโภค นักลงทุน ตลอดจนมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้น EPD จึงไม่ได้เป็นเพียง “ฉลาก” แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การเลือกใช้วัสดุสามารถขยับจากการพิจารณาเพียงคุณสมบัติและราคา ไปสู่การตัดสินใจบนพื้นฐานของ Environmental Data และสนับสนุนแนวทาง Green Procurement รวมถึงการพัฒนา Green Building ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน TOA ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับฉลากเขียวต่อเนื่องมากกว่า 25 ปี และผ่านการรับรองจาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ครอบคลุมทั้งฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO) ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP) จำนวน 313 รายการ และฉลากลดโลกร้อน (CFR) จำนวน 131 รายการ สะท้อนความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ พร้อมเดินหน้าลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของ “TOA BETTER FUTURE TOGETHER” ไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือการสร้าง “Green Ecosystem” ที่เชื่อมโยงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่าเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ Owner, Developer, Architect, Designer, Purchaser, Contractor, Real Estate Project Owner, Property Management Company ไปจนถึง Manufacturer และ Supplier เพราะทุกการตัดสินใจ ตั้งแต่การออกแบบ การกำหนด Material Specification การจัดซื้อ ไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุและ Supplier ล้วนมีส่วนกำหนด Environmental Footprint ของโครงการในท้ายที่สุด

แนวคิดดังกล่าวจึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของ TOA จากการเป็นผู้พัฒนา “Green Product” สู่การเป็น “Green Partner” ที่พร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตร เพื่อสนับสนุนให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทางของโครงการ และสามารถต่อยอดไปสู่การบริหารจัดการอาคารและการใช้ชีวิตของผู้คนในระยะยาว

เพราะ “อาคารแห่งอนาคต” ไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยหรือประกอบกิจกรรมทางธุรกิจ แต่ควรเป็นพื้นที่ที่สร้าง Better Living ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเมืองและสังคมที่สามารถเติบโตได้อย่างสมดุล

TOA BETTER FUTURE TOGETHER จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ TOA ในการนำจุดแข็งด้านผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายพันธมิตร มาร่วมสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยให้สามารถก้าวสู่ Green Building และ Low-Carbon Future ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเปลี่ยน “ความตั้งใจด้าน Sustainability” ให้กลายเป็น “การลงมือทำจริง” ตลอดทั้ง Value Chain

เพราะ “Better Future” ไม่สามารถสร้างได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่เกิดขึ้นได้เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกัน และก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

#TOA #ทีโอเอ #GreenPartner #TOABETTERFUTURETOGETHER #SustainableConstruction #GreenBuilding