Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (ล่าสุดที่พุ่งแตะระดับเกินกว่า 4.0 แสนคนอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567) หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่ากว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ (อายุ 20-24 ปี) หรือคิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน --- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.8%YoY สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และคาดว่าจะเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ... ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 1.8% ในปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 4 เงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวจากช่วง 9 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ***  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

ชวนเปลี่ยน "วิกฤตน้ำ" ให้เป็นโอกาสสร้าง "ภูมิคุ้มกันน้ำ” สู่ต้นทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน

ชวนเปลี่ยน
4
เขียนโดย SCG 2026-10-08

ชวนเปลี่ยน "วิกฤตน้ำ" ให้เป็นโอกาสสร้าง "ภูมิคุ้มกันน้ำ” ต่อยอดสู่ต้นทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

เมื่อพูดถึงภัยน้ำท่วมหรือภัยแล้ง ภาพจำที่เราต่างคุ้นเคยกันดีคือความเสียหายของบ้านเรือน พืชผลทางการเกษตร หรือถนนหนทางที่ถูกตัดขาด แต่ในความเป็นจริง วิกฤตเรื่องน้ำกระทบไกลกว่านั้น ทั้งเรื่องปากท้อง การทำมาหากิน สุขภาพ และโอกาสทางเศรษฐกิจของพวกเราทุกคน โดยเฉพาะในประเทศไทย

และทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติเกี่ยวกับน้ำ ผู้คนมักชินกับการตั้งรับและรอเยียวยา ขณะที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มักจะรอให้เกิดเหตุก่อนแล้วค่อยเข้าไปช่วยเหลือ แต่มาในวันนี้ เวที ESG Symposium 2026 ได้ชวนเรามองมุมใหม่ เพื่อเปลี่ยนสถานะจากผู้ประสบภัยจากวิกฤตน้ำ หรือ Water Crisis ไปสู่โอกาสในการสร้าง “ภูมิคุ้มกันน้ำ” หรือ Water Resilience โดยแนะแนวทางการเตรียมความพร้อมเชิงรุกไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ในวันที่ต้องเจอภัยพิบัติ ธุรกิจยังเดินหน้าต่อได้ ชุมชนไม่สูญเสียรายได้ และทุกคนกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้รวดเร็วที่สุด

วางแผนให้การป้องกันความเสี่ยงกับการเติบโตของธุรกิจเป็นเรื่องเดียวกัน

Bain & Company ได้เสนอแนะแนวทางสร้างภูมิคุ้มกันน้ำเพื่อรับมือวิกฤตน้ำว่าควรวางแผนปรับตัวรับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือ Climate Adaptation ไปพร้อมกัน และไม่ควรมองในมุมที่แคบเกินไป โดยจำกัดอยู่แค่การจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ การประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจในแง่ของมูลค่าความเสียหายจากภัยพิบัติ และผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นจริง ส่งผลกระทบไปถึงระบบเศรษฐกิจ สุขภาพ และความเป็นอยู่ทางสังคมโดยรวมด้วย

ยิ่งสำหรับคนทำธุรกิจ การเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสใหม่ในการวางกลยุทธ์ขับเคลื่อนองค์กร ควบคู่ไปกับการการดูแลกิจการและทรัพย์สินที่มีอยู่เป็นสิ่งที่ต้องทำทันที โดย Bain & Company เน้นย้ำให้ทุกองค์กรเห็นความสำคัญของการวางแผนปกป้องมูลค่าธุรกิจด้วยการซื้อประกันภัยเพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเมื่อเกิดภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว และควรทำควบคู่ไปกับวางแผนกลยุทธ์การตลาดเพื่อมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ จากการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย

ถ้าธุรกิจใดทำได้ ก็เท่ากับสามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับแนวคิด Resilient Growth หรือการเติบโตที่ยืดหยุ่น ที่ให้ความสำคัญกับการรับมือความเสี่ยงและการเติบโตทางธุรกิจไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดจากภัยพิบัติเป็นแนวทางการปรับตัวที่ชาญฉลาดกว่าการรอให้เกิดความเสียหายก่อนอย่างแน่นอน

ประเมินความเสี่ยงให้ชัด เพื่อรับมือได้ตรงจุด

Swiss Re ได้เน้นย้ำถึงแนวโน้มความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และภูมิภาคเอเชียถือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดย สถาบันวิจัย Swiss Re ระบุว่าในปี 2026 มูลค่าความสูญเสียจากภัยธรรมชาติทั่วโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมเติบโตสูงถึง 12% ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึงสองเท่า

โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสียหายรุนแรงขึ้น ไม่ได้มาจากตัวภัยพิบัติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลมาจาก “Exposure Growth” หรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ทำให้มีอาคาร ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐานตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยพิบัติมากขึ้น

ยิ่งมีการกระจุกตัวของทรัพย์สินในพื้นที่เสี่ยงมากเท่าใด มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การตัดสินใจเลือกทำเล การวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน และการออกแบบอาคาร จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบตั้งแต่วินาทีแรกของการเริ่มลงทุน

 

 

ในการประชุมครั้งนี้ Swiss Re ยังได้นำเสนอแนวทางการประเมินความเสี่ยงผ่าน 3 มิติหลักเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ ได้แก่

- Hazard (ระดับภัยพิบัติ): ภัยพิบัตินั้นมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด?

- Exposure (การเปิดรับความเสี่ยง): มีทรัพย์สินหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจใดบ้างตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ?    

-Vulnerability (ความเปราะบาง): ทรัพย์สินเหล่านั้นมีความเปราะบางต่อความเสียหายมากแค่ไหน?

และเมื่อนำผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นมาคำนวณและแปลงเป็น “มูลค่าตัวเงิน” ผู้บริหารจะสามารถมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจนทันทีว่า ความเสี่ยงจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร และควรเลือกลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงในจุดใดก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งสร้างความชัดเจนได้มากกว่าเพียงแค่การรับรู้ว่าพื้นที่นั้นมีความเสี่ยง โดยไม่เข้าใจถึงผลกระทบทางการเงินที่แท้จริงต่อธุรกิจ

นอกจากนั้น Swiss Re ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทที่เสริมซึ่งกันและกันระหว่าง “การปรับตัวทางกายภาพ” และ “การประกันภัย” โดยการปรับตัวทางกายภาพจะช่วยลดระดับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินโดยตรง ขณะที่การประกันภัยจะเข้ามาทำหน้าที่บริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินส่วนที่ยังคงหลงเหลืออยู่

ดังนั้น การทำประกันภัยจึงไม่ได้เข้ามาแทนที่การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า หากแต่เป็นกลไกที่ทำงานควบคู่ไปกับการปรับตัวทางกายภาพ เพื่อช่วยปกป้องและรักษาความยืดหยุ่นทางการเงินขององค์กรให้มั่นคง ช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อได้อย่างยั่งยืน

 

 

ชวนมองน้ำเป็น “เหรียญสองด้าน” จัดการดี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

ในบริบทของการจัดการน้ำในไทย ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ อาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ความรู้เรื่อง” Water Economy” หรือการสร้างเศรษฐกิจจากการบริหารจัดการน้ำ โดยชวนให้มองน้ำเป็น “เหรียญสองด้าน”

“ด้านหนึ่ง น้ำ เป็นทรัพยากรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้าง GDP และรายได้ให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรม หากจัดสรรน้ำได้ถูกที่ถูกเวลาจะสร้างมูลค่าได้มหาศาล แต่ในอีกด้าน น้ำ เป็นตัวแปรสำคัญที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้ถ้าเกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วม ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำจึงต้องทำคู่ขนานกันไปทั้งการวางแผนนำน้ำไปใช้ประโยชน์ และการลดผลกระทบเมื่อน้ำมีมากเกินไปจนเกิดน้ำท่วม หรือเกิดสถานการณ์ขาดแคลนน้ำจนเกิดภัยแล้ง”

“อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา พื้นที่ภาคกลางโดยเฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑล เป็นบริเวณที่แบกรับความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงที่สุดหากเกิดภัยพิบัติเกี่ยวกับน้ำ การวางแผนจัดการน้ำต้องตามให้ทันความเปลี่ยนแปลงและตอบโจทย์ 2 ปัจจัยเสี่ยงหลัก คือ การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานกระจุกตัวอยู่หนาแน่น ชุมชนเมืองจึงเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วมขังมากขึ้น และอีกปัจจัยหนึ่ง คือ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ที่ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมมาก่อน”

ทั้งนี้ ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ ยังย้ำว่าความมั่นคงด้านน้ำ หรือ Water Security และการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งถ้าทำได้ ย่อมทำให้นักลงทุนมั่นใจที่จะลงทุนและขยายฐานการผลิตในไทยด้วย

 

 

ธุรกิจและชุมชน เส้นทางที่ต้องเดินไปด้วยกัน

การวางแผนเพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกันตามแนวคิด Private & Public Value Alignment เป็นอีกหนึ่งในหัวใจสำคัญของกรอบการจัดทำ “งบดุลความยืดหยุ่น” หรือ Resilience Balance Sheet ที่ Swiss Re แนะนำให้ภาคธุรกิจนำมาปรับใช้ เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านน้ำและสภาพภูมิอากาศให้พ้นขอบเขตของแต่ละกิจการเพียงอย่างเดียว โดยต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับ 3 ภาคส่วน “ภาคเอกชน ภาครัฐ และชุมชน” ไปพร้อมกัน

สำหรับภาคเอกชนหรือธุรกิจ ต้องมุ่งมั่นลดความเสียหายทางกายภาพที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติให้น้อยลง ทำให้กิจการเปิดดำเนินการต่อได้เร็วขึ้นและลดจำนวนวันที่ต้องหยุดทำงาน ซึ่งถ้าทำได้ย่อมรักษาโอกาสและรายได้ของธุรกิจไม่ให้ได้รับผลกระทบหลังเกิดภัยพิบัติ โดยต้องทำควบคู่ไปกับการดูแลชุมชน ป้องกันไม่ให้ประชาชนและแรงงานในพื้นที่ต้องสูญเสียแหล่งทำมาหากิน รายได้ หรืออาชีพจากภัยน้ำท่วมและภัยแล้ง ช่วยให้ชุมชนท้องถิ่นมีความปลอดภัย ดำรงชีวิตได้อย่างปกติที่สุด และลดผลกระทบทางสังคมที่จะเกิดกับกลุ่มคนเปราะบางให้ได้มากที่สุด

ส่วนภาครัฐ มีหน้าที่หนุนเสริมด้วยการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ไม่ให้หยุดชะงัก ขณะเดียวกัน ต้องช่วยเปลี่ยนจากการจ่ายงบประมาณชดเชยความเสียหายเฉพาะหน้า มาเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นและภูมิคุ้มกันน้ำในระยะยาว

การเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตน้ำ หรือ Water Crisis สู่การสร้าง ภูมิคุ้มกันน้ำ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการกู้ภัยหรือการตั้งรับหลังเกิดเหตุ แต่คือการเปลี่ยนกรอบความคิดจากการซ่อมแซมความเสียหายไปสู่การสร้างการเติบโตที่ยืดหยุ่น หรือ Resilient Growth เพราะทรัพยากรน้ำไม่ได้เป็นจำเลยที่ทำให้เกิดภัยพิบัติเท่านั้น ทว่า ในอีกด้าน ถ้าเราสามารถบริหารจัดการน้ำได้ น้ำ ย่อมกลายมาเป็นต้นทุนที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ให้คนในประเทศได้อย่างยั่งยืน