Breaking News

SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

SME ไทยในปี 2569 : จาก “โตเร็ว” สู่ “โตทน” ในเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

SME ไทยในปี 2569 : จาก “โตเร็ว” สู่ “โตทน” ในเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน
33
เขียนโดย ธนาคารยูโอบี 2026-07-22

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการ SME ไทยจำนวนมากคุ้นเคยกับการวัดความสำเร็จจากการเติบโตของยอดขาย การขยายสาขา การเพิ่มกำลังการผลิต หรือการขยายฐานลูกค้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ครึ่งปีหลังของ 2569 คำถามสำคัญของธุรกิจอาจไม่ใช่เพียง “เราจะโตได้เร็วแค่ไหน” หากแต่เป็น “เราจะเติบโตได้อย่างมั่นคงท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้อย่างไร” 

เพราะวันนี้ ความไม่แน่นอนไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นบริบทปกติของการทำธุรกิจ ทั้งต้นทุนแรงงานและพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
 


นางรุ่งทิพย์ อังคศิริสรรพ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Risk Officer (CRO) ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับ SME ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย แรงกดดันเหล่านี้ส่งผลกว้างและลึกกว่าที่หลายคนมองเห็น เพราะ SME จำนวนมากมีเงินทุนสำรองจำกัด มีอำนาจต่อรองกับคู่ค้าและซัพพลายเออร์น้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ และมีพื้นที่ในการรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจน้อยกว่าเดิม ความสามารถในการบริหารกระแสเงินสด การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง จึงกลายเป็นปัจจัยชี้วัดความแข็งแรงของธุรกิจในระยะต่อไป ในบริบทเช่นนี้ “Resilience” หรือความยืดหยุ่นของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงคำที่ใช้พูดถึงการเอาตัวรอดในช่วงวิกฤติ แต่คือรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน ธุรกิจที่มี Resilience ไม่ได้หมายถึงธุรกิจที่ไม่เผชิญความเสี่ยง หากแต่คือธุรกิจที่มองเห็นความเสี่ยงเร็ว เตรียมแผนรองรับล่วงหน้า และสามารถปรับตัวได้ทันเมื่อเงื่อนไขของตลาดเปลี่ยนไป ดังนั้น การบริหารความเสี่ยงในยุคนี้จึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด แต่คือการสร้าง Operational Agility and Resilience หรือความคล่องตัวและความสามารถในการปรับตัว เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด โดยยังรักษาสมดุลทางการเงินและความต่อเนื่องของการดำเนินธุรกิจไว้ได้
 
จาก “การเติบโต” สู่ “คุณภาพของการเติบโต
 
ในอดีต การเติบโตของ SME มักถูกเชื่อมโยงกับยอดขาย รายได้ หรือการขยายธุรกิจ แต่ในปี 2569 การเติบโตที่แข็งแรงต้องมาพร้อม “คุณภาพของการเติบโต” ด้วย ธุรกิจที่ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อัตราการเก็บเงินช้าลง ต้นทุนสูงขึ้น หรือใช้เงินทุนหมุนเวียนเกินความสามารถ อาจเผชิญความเสี่ยงด้านสภาพคล่องได้ ไม่ต่างจากธุรกิจที่ ยอดขายชะลอตัว
 
การเติบโตที่มีคุณภาพจึงต้องพิจารณาหลายมิติพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการรักษากระแสเงินสด วินัยทางการเงิน ความหลากหลายของฐานลูกค้าและซัพพลายเออร์ ความสามารถในการควบคุมต้นทุน และความพร้อมในการเข้าถึง เงินทุนเมื่อธุรกิจต้องการ ทั้งเพื่อรองรับความผันผวนระยะสั้นและเพื่อคว้าโอกาสใหม่ในช่วงที่ตลาดเริ่มฟื้นตัว
 
ในปี 2569 มี 5 ประเด็นสำคัญที่ SME ควรให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิด
 
ประเด็นแรกคือ กระแสเงินสดและเงินทุนหมุนเวียน -  ในภาวะที่ผู้บริโภคและคู่ค้าระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น SME อาจเผชิญรอบการเก็บเงินที่ยาวขึ้น การชำระเงินล่าช้า หรือยอดขายที่ผันผวนตามกำลังซื้อของตลาด ขณะเดียวกัน ต้นทุนด้านแรงงาน พลังงาน และวัตถุดิบยังอยู่ในระดับสูง ทำให้เงินสดสำรองกลายเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการจึงควรติดตามสถานะลูกหนี้การค้าอย่างใกล้ชิด เจรจาเงื่อนไขเครดิตให้เหมาะสมกับรอบเงินสด และไม่ปล่อยให้ยอดขายเติบโตเร็วกว่าความสามารถในการเก็บเงิน เพราะในช่วงเศรษฐกิจผันผวน ธุรกิจที่บริหารเงินสดได้ดี มักมีทางเลือกมากกว่าธุรกิจที่เติบโตเร็วแต่สภาพคล่องตึงตัว
 
ประเด็นที่สองคือ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน - เมื่อเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น สถาบันการเงินย่อมให้ ความสำคัญกับคุณภาพของข้อมูลทางการเงิน ความสามารถในการชำระหนี้ และความชัดเจนของแผนธุรกิจมากขึ้น SME ที่เตรียมเอกสารทางการเงินอย่างเป็นระบบ รักษาวินัยการชำระเงิน และวางแผนความต้องการเงินทุนล่วงหน้า จะมีความพร้อมมากกว่าในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เหมาะสมในเวลาที่ธุรกิจต้องการ การวางแผนด้านเงินทุนจึงไม่ควรรอ จนถึงวันที่ธุรกิจต้องใช้เงิน แต่ควรเริ่มตั้งแต่ช่วงที่ธุรกิจยังบริหารจัดการได้ดี
 
ประเด็นที่สามคือ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน - บทเรียนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า การพึ่งพาซัพพลายเออร์รายเดียว ตลาดเดียว หรือวัตถุดิบจากแหล่งเดียว อาจกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์ ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศ ต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น ความล่าช้าในการนำเข้า หรือการขาดแคลนวัตถุดิบ SME จึงควรวางแผนแหล่งจัดซื้อสำรอง กระจายความเสี่ยงของคู่ค้า และประเมินผลกระทบ ต่อการดำเนินธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ
 
ประเด็นที่สี่คือรายได้และความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลง – ผู้บริโภคในปัจจุบัน เลือกใช้จ่ายอย่างรอบคอบมากขึ้น ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า คุณภาพ ประสบการณ์ และความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการมากกว่าเดิม SME จึงไม่ควรแข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรกลับมาทบทวนคุณค่าหลักของธุรกิจ ทำความเข้าใจลูกค้าแต่ละกลุ่มให้ลึกขึ้น และปรับสินค้า บริการ หรือช่องทางการขายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมใหม่ของตลาด ธุรกิจที่มีฐานลูกค้าหลากหลายและเข้าใจความต้องการที่เปลี่ยนไปของลูกค้า จะมีความพร้อมมากกว่าในการรับมือ กับความผันผวนระยะยาว
 
ประเด็นที่ห้าคือ การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่มีความปลอดภัยควบคู่กับระบบอัตโนมัติเพื่อยกระดับประสิทธิภาพงานสนับสนุนองค์กร (Back Office) - การดำเนินงานเชิงพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นงานบัญชี การบริหารค่าตอบแทนพนักงาน การจัดการสินค้าคงคลัง และการดูแลฐานข้อมูลลูกค้า หากถูกปรับให้เป็นระบบอัตโนมัติ จะช่วยให้ SMEs สามารถควบคุมต้นทุน เพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงาน และนำทรัพยากรไปต่อยอดการเติบโตและนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น
 
ในขณะเดียวกัน การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูล พร้อมทั้งวางกรอบการกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) อย่างเข้มแข็ง ถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ และรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ ท่ามกลางบริบทการดำเนินงานที่เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างรวดเร็ว

จากการรับมือความเสี่ยง สู่การสร้างวินัยทางการเงิน

เมื่อความไม่แน่นอน กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ การรักษาเงินทุน หรือ Capital Preservation จึงเป็นวินัยสำคัญของ SME ผู้ประกอบการควรทำ Stress Test กับธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เช่น หากยอดขายลดลง 20-25% หากลูกค้ารายใหญ่ชำระเงินล่าช้า 60-90 วัน หรือหากต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นกะทันหัน ธุรกิจจะยังรักษาสภาพคล่องได้หรือไม่ และต้องปรับแผนด้านใดก่อน

การทำ Stress Test ไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความกังวล แต่เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นจุดเปราะบางของธุรกิจเร็วขึ้น และสามารถวางแผนรับมือได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างต้นทุน การบริหารลูกหนี้ การสำรองเงินสด การต่อรองเงื่อนไขกับคู่ค้า หรือการจัดลำดับความสำคัญของการลงทุนใหม่

อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การมุ่งเน้นธุรกิจหลักที่สร้างผลตอบแทนสูง ในช่วงเศรษฐกิจผันผวน SME อาจต้องระมัดระวัง การขยายธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงแต่ยังไม่ชัดเจนเรื่องผลตอบแทน ขณะเดียวกัน ไม่ควรหยุดลงทุนในทุกเรื่อง เพราะการลงทุนบางด้าน เช่น เทคโนโลยี ระบบบัญชี การบริหารข้อมูลลูกค้า ช่องทางดิจิทัล หรือการพัฒนาทักษะบุคลากร อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดกิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรมากแต่ให้ผลตอบแทนต่ำ และเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันในระยะยาว

กล่าวอีกนัยหนึ่ง Resilience ไม่ได้หมายถึงการตั้งรับหรือชะลอการเติบโต แต่คือการเลือกใช้ทรัพยากรอย่างมีวินัย เพื่อให้ธุรกิจยังมีแรงพอที่จะรับมือกับความเสี่ยง และพร้อมลงทุนเมื่อโอกาสที่เหมาะสมมาถึง

บทบาทของธนาคาร: จากผู้ให้สินเชื่อสู่พันธมิตรที่มั่นคงของธุรกิจ

จากมุมมองของธนาคารพาณิชย์ บทบาทในการสนับสนุน SME วันนี้เปลี่ยนไปจากการเป็นเพียงแหล่งเงินทุน สู่การเป็นพันธมิตร ที่ช่วยให้ธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้า วางแผนเงินทุนได้เหมาะสม และเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่สอดคล้อง กับจังหวะการเติบโตของธุรกิจ ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่ได้ขาดโอกาสทางธุรกิจ แต่กำลังเผชิญโจทย์ด้านการบริหารเงินทุนและความเสี่ยงที่ซับซ้อน ขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ย ต้นทุนการนำเข้า ความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน หรือการขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งยังเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงของโลก

ในบริบทนี้ ธนาคารที่เข้าใจธุรกิจ SME อย่างลึกซึ้งสามารถมีบทบาทมากกว่าการให้สินเชื่อ แต่สามารถช่วยผู้ประกอบการ ประเมินความพร้อม วางแผนทางการเงิน เลือกใช้โซลูชันที่เหมาะสม และเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจในเครือข่ายที่กว้างขึ้นได้ เพราะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจผันผวน ความมั่นคงทางการเงินไม่ได้เกิดจากการมีเงินทุนเพียงพอเท่านั้น แต่เกิดจากการมีแผน มีวินัย และมีพันธมิตรที่เข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง

มองไกลกว่าการอยู่รอด: ดิจิทัลและความยั่งยืนคือความพร้อมระยะยาว

นอกเหนือจากการบริหารสภาพคล่องและความเสี่ยงระยะสั้น การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ กำลังกลายเป็นอีกเงื่อนไขสำคัญของความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว SME ที่เริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็น การยกระดับกระบวนการทำงานด้วยเทคโนโลยี การบริหารข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ หรือการประเมินความพร้อมด้านความยั่งยืน จะมีโอกาสสร้างความแตกต่างและเข้าถึงโอกาสใหม่ในอนาคตได้มากกว่า เครื่องมือและโครงการสนับสนุนต่างๆ เช่น UOB Sustainability Compass และ UOB FinLab จึงมีบทบาทในการช่วยให้ ผู้ประกอบการประเมินธุรกิจ เห็นแนวทางการปรับตัว ยกระดับสู่ดิจิทัล และพัฒนาศักยภาพที่จำเป็นต่อการแข่งขันในยุคใหม่ โดยเฉพาะสำหรับ SME ที่ต้องการเติบโตอย่างมั่นคงและไม่ต้องการถูกทิ้งไว้ข้างหลังในช่วงเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ

ปี 2569 จึงอาจเป็นปีที่ SME ไทยต้องกลับมาทบทวนความหมายของการเติบโตอีกครั้ง ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอาจไม่ใช่ ธุรกิจที่ขยายตัวเร็วที่สุด หรือสร้างยอดขายได้มากที่สุดในระยะสั้น แต่คือธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็วกว่า บริหารความเสี่ยงได้รอบคอบ รักษาความมั่นคงทางการเงินได้ดีกว่าและสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่แข็งแรงกว่า ในวันที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป

สำหรับ SME ความยืดหยุ่นจึงไม่ใช่เพียงเกราะป้องกันความเสี่ยง แต่คือความสามารถในการแข่งขันรูปแบบใหม่ เป็นรากฐาน ของการเติบโตที่มั่นคง และเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจไม่เพียงผ่านพ้นความไม่แน่นอน แต่ยังพร้อมคว้าโอกาสใหม่ เมื่อเศรษฐกิจเดินหน้าอีกครั้ง