Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (ล่าสุดที่พุ่งแตะระดับเกินกว่า 4.0 แสนคนอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567) หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่ากว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ (อายุ 20-24 ปี) หรือคิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน --- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.8%YoY สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และคาดว่าจะเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ... ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 1.8% ในปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 4 เงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวจากช่วง 9 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ***  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

'เอสซีจี' งบ 9 เดือน ปี 2569 Adjusted Cash EBITDA ที่ 57,357 ล. เติบโต 19%

'เอสซีจี' งบ 9 เดือน ปี 2569 Adjusted Cash EBITDA ที่ 57,357 ล. เติบโต 19%
35
เขียนโดย intrend online 2026-10-29

ผลประกอบการเอสซีจี 9 เดือน ปี 2569 Adjusted Cash EBITDA โต 19% ผนึก SCGC และ GC ดันธุรกิจพอลิโอเลฟินส์ขึ้นแท่น TOP 10 ของโลก เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย เดินหน้าโครงการเชิงกลยุทธ์ พร้อมรุกตลาดเวียดนาม

29 ตุลาคม 2569 – เอสซีจีเผยผลประกอบการไตรมาส 3 และ 9 เดือนของปี 2569 โดย Adjusted Cash EBITDA 9 เดือนอยู่ที่ 57,357 ล้านบาท เติบโต 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผลจากการปรับโครงสร้างธุรกิจและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันที่เร่งทำต่อเนื่อง แม้เผชิญพลังงานโลกปรับตัวขึ้นสูงจาก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เอสซีจียังคงความแข็งแกร่งทางการเงิน หนี้สินสุทธิลดลง 42,656 ล้านบาทจากไตรมาสที่ 4 ปี 2568 มีระบบบริหารจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพ พร้อมมาตรการรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างทันท่วงที ล่าสุดประกาศแผนผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยระหว่าง SCGC และ GC เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลก รวมจุดแข็งตลอดห่วงโซ่คุณค่า ต่อยอดนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง คาดว่าบริษัทร่วมทุนจะจัดตั้งแล้วเสร็จ

ในครึ่งปีหลัง 2570 ขณะที่ทุกธุรกิจยกระดับประสิทธิภาพทั่วอาเซียนด้วย AI & Robotics เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด สร้างภูมิคุ้มกันรับมือวิกฤตพลังงานผันผวน นอกจากนี้ ตลาดวัสดุก่อสร้างและบรรจุภัณฑ์ในอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามเติบโตดี

 


นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า “ปี 2569 เป็นหนึ่งในปีที่ธุรกิจเผชิญบททดสอบหนักที่สุด ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ราคาพลังงานผันผวน และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่เอสซีจีเร่งทรานฟอร์มธุรกิจสร้างความเข้มแข็งสู่การเติบโตระยะยาวผ่าน 3 ด้าน คือ 1) สร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจด้วยการผนึก SCGC และ GC ยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสู่ระดับโลก พร้อมเร่งโครงการอีเทนที่เวียดนาม รวมทั้ง ขยาย Low Carbon Cement Platform ในอาเซียน 2) เสริมความเข้มแข็งทางการเงินโดยการปรับลดหนี้สินสุทธิต่อเนื่อง 3) เพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI & Robotics ทั่วทั้งอาเซียน ส่งผลให้ผลประกอบการ 9 เดือนปี 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 57,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% กำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 20,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% หากไม่รวมการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือและรายการปรับปรุงอื่น ๆ Adjusted Profit อยู่ที่ 14,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,831 ล้านบาท และรายได้จากการขายอยู่ที่ 382,236 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%”

ขณะที่ไตรมาส 3 ปี 2569 Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 14,444 ล้านบาท กำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 2,385 ล้านบาท รายได้จากการขายอยู่ที่ 122,666 ล้านบาท หนี้สินสุทธิลดลง 42,656 ล้านบาทจากไตรมาสที่ 4 ปี 2568 อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงต่อเนื่องมาที่ 3.6 เท่า และมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ปี 2569 อยู่ที่ 75,147 ล้านบาท

 


ธุรกิจเคมิคอลส์ หรือเอสซีจีซี ประกาศแผนผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทยร่วมกับ GC คาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน (Synergy) เพิ่มขึ้นประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยการรวมจุดแข็งของทั้งสองบริษัท ทั้งด้านฐานการผลิต ความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนเครือข่ายลูกค้าและตลาดทั่วโลก มุ่งสร้างธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในไทย พร้อมรับความผันผวนของอุตสาหกรรมและความท้าทายจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ในระยะยาว ขณะที่โรงงานระยองโอเลฟินส์ (ROC) กลับมาเดินโรงงานตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2569 หลังหยุดชั่วคราวจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง รวมทั้งยังเร่งโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทน ที่ LSP เวียดนาม ช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คาดแล้วเสร็จกลางปี 2570 ซึ่งเร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้

 


ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ตามแนวทาง One CBM เพิ่มยอดขายข้ามกลุ่มสินค้าเติบโต 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน ลดความซ้ำซ้อนและใช้ทรัพยากรร่วมกัน ส่งผลให้ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้กว่า 1,000 ล้านบาทภายในปี 2569 นอกจากนี้ ยังใช้เชื้อเพลิงทดแทน (AF) อยู่ที่ 25%-35% ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านต้นทุน

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ได้ต่อยอดการฟื้นตัวของธุรกิจในอินโดนีเซีย รวมถึงบูรณาการเครือข่ายการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร พร้อมขยายโอกาสในตลาดเวียดนามและอินเดีย เสริมความแข็งแกร่งในตลาดและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ เอสซีจีและมูลนิธิเอสซีจี ผนึกกำลังธุรกิจในเครือและเครือข่ายพันธมิตร ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างทันท่วงที ครอบคลุมหลายพื้นที่ โดยจัดตั้งโรงครัวชุมชน มอบอาหารพร้อมทาน น้ำดื่ม ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็น สนับสนุนสุขากระดาษ เตียงสนามกระดาษ และผ้าห่มสำหรับศูนย์อพยพ นอกจากนี้เอสซีจีซีได้สนับสนุนทุ่นลอยน้ำคุณภาพสูงจาก SCGC Floating Solar Solution ให้เป็นแพกู้ภัยและทางเดินลอยน้ำ เพื่อใช้ลำเลียงอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค และสิ่งของจำเป็นไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก ขณะที่เอสซีจีพีส่งทีมจิตอาสา Emergency Response Team (S.E.R.T.) ลงพื้นที่ช่วยเหลือชุมชน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้มอบส่วนลดวัสดุก่อสร้างเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านเรือนหลังน้ำลดด้วย

 


นายธรรมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ปี 2570 เอสซีจีมุ่งต่อยอดการทรานฟอร์มธุรกิจที่ทำมาต่อเนื่องให้เกิดผลลัพธ์อย่างชัดเจน ปรับโครงสร้างธุรกิจควบคู่กับการเดินหน้าโครงการเชิงกลยุทธ์ อาทิ การผนึก SCGC และ GC ยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสู่ระดับโลก โครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม การขยาย Low Carbon Cement Platform ในอาเซียน รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพฐานผลิตในอาเซียน ผ่าน AI & Robotics เชื่อมั่นว่าจะช่วยให้เรารับมือกับทุกความท้าทาย และเสริมธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในระยะยาว”

การดำเนินงานที่สำคัญในไตรมาส 3 ปี 2569 รายธุรกิจ มีดังนี้

1.) ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง สามารถรับแรงกดดันจากความต้องการตามฤดูกาลที่ชะลอตัวและต้นทุนพลังงานผันผวน โดยการบริหารต้นทุนอย่างเข้มงวด การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการปรับพอร์ตสินค้าและกลยุทธ์การขายให้เหมาะสมกับตลาด

ผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ธุรกิจมี Adjusted Cash EBITDA 16,018 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% กำไรสำหรับงวด 7,459 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53% ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 มี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 4,611 ล้านบาท และมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 1,669 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานที่สำคัญในไตรมาส 3 ปี 2569 ได้แก่

* เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน รับมือราคาพลังงานสูงขึ้น ภายใต้แนวทาง One CBM สามารถเพิ่มยอดขายข้ามกลุ่มสินค้าเติบโต 22% เมื่อเทียบกับปีก่อน ช่วยลดความซ้ำซ้อนและใช้ทรัพยากรร่วมกัน ส่งผลให้ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้กว่า 1,000 ล้านบาทภายในปี 2569 นอกจากนี้ ยังใช้เชื้อเพลิงทดแทน (AF) อยู่ที่ 25%-35% ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นด้านต้นทุน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต

* บริหารพอร์ตสินค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มตลาด ผลักดันสินค้า HVA สำหรับโครงการระดับพรีเมียมที่ต้องการสินค้าคุณภาพและมีความแตกต่าง ควบคู่กับสินค้า SVP ซึ่งเติบโตกว่า 20% จากไตรมาสก่อน

* ขยายตลาดอาเซียน เสริมการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านการลงทุนจากภาครัฐและเอกชน ทำให้มีความต้องการสินค้าวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น

เอสซีจี เดคคอร์ Adjusted cash EBITDA ไตรมาส 3 ปี 2569 เทียบกับไตรมาสก่อนอยู่ที่ 839 ล้านบาท เติบโต 36% และมีกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 314 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานที่สำคัญในไตรมาส 3 ปี 2569 ได้แก่

* เพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในเวียดนาม รองรับตลาดในประเทศและส่งออก โดยยอดขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนเติบโตกว่า 32% พร้อมเดินหน้าโครงการเพิ่มกำลังการผลิตที่โรงงาน Dai Loc ประมาณ 6 ล้านตารางเมตร คาดแล้วเสร็จในไตรมาส 4 ปี 2569

* ปรับแผนเชิงรุกในไทยรับตลาดชะลอตัว เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและรุกสินค้าใหม่ พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้อง Stone Plastic Composite (SPC) เป็น 2 เท่า หรือ 2.88 ล้านตารางเมตรต่อปี

* ขยายตลาดส่งออกจาก PRIME ไปยังสหรัฐฯ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งมีความสามารถในการแข่งขันด้านคุณภาพและต้นทุน ตามกลยุทธ์ Regional Optimization

2.) ธุรกิจเคมิคอลส์ หรือเอสซีจีซี ยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะอุปทานส่วนเกินในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี การแข่งขันด้านราคา และความผันผวนของส่วนต่างราคาสินค้ากับวัตถุดิบตั้งต้นจากราคาน้ำมันที่แกว่งตัวสูงขึ้นตาม ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง เอสซีจีซีจึงให้ความสำคัญกับการบริหารวัตถุดิบการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การจำหน่ายสินค้า HVA และการบริหารความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจและความสามารถในการแข่งขัน

ผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2569 Adjusted EBITDA ไม่รวม LSP อยู่ที่ 14,441 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสำหรับงวด 4,160 ล้านบาท ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 เอสซีจีซี มี Adjusted EBITDA ไม่รวม LSP 2,756 ล้านบาท และขาดทุนสำหรับงวด อยู่ที่ 1,738 ล้านบาท เนื่องจากการหยุดเดินโรงงาน ROC เป็นการชั่วคราวและโรงงาน LSP ปรับปรุง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบอีเทน

ผลการดำเนินงานที่สำคัญในไตรมาส 3 ปี 2569 ได้แก่

* เสริมแกร่งธุรกิจเคมิคอลส์ผ่านการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง GC และ SCGC ผนึกกำลังธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยสู่การแข่งขันในเวทีโลก ด้วยการรวมจุดแข็งของทั้งสองบริษัท ทั้งด้านฐานการผลิต ความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนเครือข่ายลูกค้าและตลาดทั่วโลก คาดว่าจะสร้างประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจร่วมกัน (Synergy) เพิ่มขึ้นประมาณ 150-200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มุ่งสร้างธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมต่อเนื่องในไทย พร้อมก้าวขึ้นเป็นหนึ่งใน 10 ผู้ผลิตพอลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดของโลก

* โรงงาน ROC กลับมาเดินเครื่องโรงงานตั้งเเต่ช่วงกลางเดือนกันยายน 2569 พร้อมบริหารจัดการวัตถุดิบและวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของตลาด

* โรงงาน LSP เวียดนาม มีแผนกลับมาเดินเครื่องโรงงานกลางปี 2570 เร่งเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและถังจัดเก็บอีเทน ซึ่งคืบหน้าเร็วกว่ากำหนด

3.) ธุรกิจแพคเกจจิ้ง มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมความสามารถในการแข่งขันผ่านเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค โดยให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้า ท่ามกลางความต้องการบรรจุภัณฑ์ที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด

 


ผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2569 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ธุรกิจมี Adjusted Cash EBITDA 15,725 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% กำไรสำหรับงวด 5,896 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 106% ผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2569 มี Adjusted Cash EBITDA 5,253 ล้านบาท และกำไรสำหรับงวด 2,026 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานที่สำคัญในไตรมาส 3 ปี 2569 ได้แก่

* ต่อยอดการฟื้นตัวของธุรกิจในอินโดนีเซีย มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุน รวมถึงบูรณาการเครือข่ายการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร

* เสริมความแข็งแกร่งในอาเซียนรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น เพิ่มฐานการผลิตกระดาษสำหรับผลิตแผ่นยิปซัมและกระดาษทำผิวกล่องลูกฟูกคุณภาพสูง รวมทั้งลงทุนในบริษัทจินจงฟา อุตสาหกรรมกระดาษ จำกัด (JZF) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายการผลิต ให้บริการลูกค้าจีนและตลาดผลไม้ส่งออก

* ขยายโอกาสในตลาดเวียดนามและอินเดีย เสริมความแข็งแกร่งในตลาดและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง