Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (ล่าสุดที่พุ่งแตะระดับเกินกว่า 4.0 แสนคนอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567) หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่ากว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ (อายุ 20-24 ปี) หรือคิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน --- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.8%YoY สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และคาดว่าจะเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ... ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 1.8% ในปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 4 เงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวจากช่วง 9 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ***  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

กลุ่มบริษัทเอไอเอ ผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2569 มูลค่าธุรกิจใหม่ เพิ่มขึ้น 5%

กลุ่มบริษัทเอไอเอ ผลประกอบการ 9 เดือน ปี 2569 มูลค่าธุรกิจใหม่ เพิ่มขึ้น 5%
42
เขียนโดย intrend online 2026-10-30

กลุ่มบริษัทเอไอเอ แถลงผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 3 ของปี 2569

ฮ่องกง, 30 ตุลาคม 2569 – กลุ่มบริษัทเอไอเอ (“บริษัท”) ประกาศผลประกอบการมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) สำหรับไตรมาสที่ 3 สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 อัตราการเติบโตรายงานจากอัตราแลกเปลี่ยนคงที่

* มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 คิดเป็น 4,627 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจที่รายงานผล ไม่รวมประเทศไทย

* มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในไตรมาสที่ 3 ลดลงร้อยละ 5 คิดเป็น 1,415 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนผลจากฐานเปรียบเทียบที่สูงเป็นพิเศษในช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมของปีก่อน ในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่

* กลุ่มบริษัทกลับมาสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ที่โดดเด่นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 25 ในเดือนกันยายน ทั้งนี้ คาดว่าแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งจะต่อเนื่องไปในไตรมาส 4 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการกลับสู่ภาวะปกติของฐานเปรียบเทียบ

* ตามที่ได้ประกาศไว้ในการรายงานผลประกอบการระหว่างกาลปี 2569 เราคาดว่าจะสามารถสร้างอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นของกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษีต่อหุ้น (OPAT per share CAGR) ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2569 สูงกว่าเป้าหมายซึ่งกำหนดไว้ที่ร้อยละ 9 ถึง 11

 


นายหลี่ หยวน ซยอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า “เอไอเอสร้างมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตร้อยละ 5 ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 แม้ว่าการเติบโตในไตรมาสที่ 3 จะได้รับผลกระทบจากฐานยอดขายที่อยู่ในระดับสูงเป็นพิเศษในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ในปีก่อน โดยมูลค่าธุรกิจใหม่ของกลุ่มบริษัทกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเดือนกันยายน ด้วยอัตราการเติบโตมากกว่าร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

“เรายังคงเห็นโอกาสการเติบโตที่น่าสนใจในทุกตลาดที่ดำเนินธุรกิจ โดยความต้องการผลิตภัณฑ์และโซลูชันด้านความคุ้มครอง สุขภาพ การออม และการวางแผนเพื่อการเกษียณอายุยังคงแข็งแกร่ง ขณะเดียวกัน เรายังคงลงทุนเพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว อีกทั้งพื้นฐานช่องทางตัวแทนยังคงแข็งแกร่ง โดยจำนวนตัวแทนที่มีผลงานอย่างต่อเนื่อง ตัวแทนใหม่ และผู้นำตัวแทนคนใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน พร้อมกับความร่วมมือที่แน่นแฟ้นมากขึ้นกับพันธมิตรธนาคารของเรา

“เราเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 นี้ด้วยแรงส่งการเติบโตที่แข็งแกร่ง โดยยังคงเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี และตามที่ได้ประกาศไว้ในการรายงานผลประกอบการระหว่างกาลปี 2569 เราคาดว่าจะสามารถสร้างอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ของกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษี (OPAT) ต่อหุ้นได้สูงกว่าเป้าหมายที่ร้อยละ 9 ถึง 11 ในช่วงปี 2566 ถึง 2569 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเติบโตของธุรกิจใหม่ที่สร้างผลกำไรของเรา สามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตของกำไรและการสร้างมูลค่าในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นต่อไป” 

สรุปไตรมาสที่สาม

ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 กลุ่มบริษัทเอไอเอมีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) อยู่ที่ 1,415 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงร้อยละ 5 โดยมีสาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานที่ชะลอตัวในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในตลาดอื่น ๆ ของกลุ่มบริษัทที่รายงาน ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 มีส่วนช่วยลดผลกระทบดังกล่าวได้บางส่วน ทั้งนี้ มูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ของกลุ่มบริษัทกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเดือนกันยายน โดยขยายตัวมากกว่าร้อยละ 25 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

เอไอเอ ฮ่องกง มีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในไตรมาสที่ 3 ลดลงร้อยละ 3 โดยมีสาเหตุหลักจากฐานยอดขายที่สูงเป็นพิเศษในเดือนกรกฎาคม 2568 อย่างไรก็ตาม มูลค่าธุรกิจใหม่กลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนรวมกัน สามารถสร้างการเติบโตได้ร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตในทุกกลุ่มลูกค้าและทุกช่องทางการจัดจำหน่าย

กลุ่มลูกค้าในประเทศยังคงสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในระดับที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในไตรมาสที่ 3 จากการดำเนินกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่กลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวจากจีนแผ่นดินใหญ่ บางส่วนยังคงชะลอการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากการติดตามสถานการณ์และข่าวสารเกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ความต้องการโดยรวมยังคงแข็งแกร่ง โดยมูลค่าธุรกิจใหม่ในไตรมาสที่ 3 เติบโตในระดับเลขสองหลักยังคงสูงกว่าทุกไตรมาสของปี 2567
 
เอไอเอ ประเทศจีน รายงานมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ลดลงร้อยละ 33 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 โดยมีสาเหตุหลักจากฐานเปรียบเทียบที่อยู่ในระดับสูงในปีก่อนหน้า อันเป็นผลจากการที่ลูกค้าเร่งตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ก่อนการปรับอัตราราคาทั่วทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ทั้งนี้ ช่องทางตัวแทนสามารถกลับมาสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ได้อย่างโดดเด่นในเดือนกันยายน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากจำนวนตัวแทนที่มีผลงาน ทั้งตัวแทนปัจจุบันและตัวแทนใหม่ที่เพิ่มขึ้น และบริษัทคาดว่าแนวโน้มการเติบโตจะเร่งตัวขึ้นในไตรมาสที่ 4 สำหรับช่องทางการขายผ่านธนาคารมูลค่าธุรกิจใหม่ ลดลงในระดับเลขสองหลักเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งไตรมาส โดยมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ในเดือนกันยายนยังต่ำกว่าระดับของปีก่อนหน้าเพียงเล็กน้อย ในขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของสัดส่วนผลิตภัณฑ์ด้านความคุ้มครอง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 46 ของมูลค่าธุรกิจใหม่ผ่านช่องทางตัวแทนได้ช่วยสนับสนุนให้อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ปรับตัวสูงขึ้นในไตรมาสที่ 3
 
เอไอเอ ประเทศไทย มีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตร้อยละ 9 ในไตรมาสที่ 3 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งช่องทางตัวแทนและช่องทางการขายผ่านธนาคาร สะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องสำหรับผลิตภัณฑ์คุ้มครองแบบดั้งเดิมและผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 93 ของมูลค่าธุรกิจใหม่ ในช่วงเวลาดังกล่าว นอกจากนี้ เอไอเอยังคงรักษาสถานะผู้นำตลาดในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง ด้วยส่วนแบ่งตลาดมากกว่าร้อยละ 50 ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) อีกด้วย
 
เอไอเอ สิงคโปร์ สร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) ได้อย่างโดดเด่นถึงร้อยละ 22 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2569 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งช่องทางพรีเมียร์ เอเจนซี่ และช่องทางพันธมิตร ขณะเดียวกันการให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับผลิตภัณฑ์ด้านการออมและการบริหารความมั่งคั่งสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูงและกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์สูงทั้งในประเทศและต่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่จากผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิต ลิงค์) ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
 
เอไอเอ มาเลเซีย มีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เติบโตร้อยละ 10 ในไตรมาสที่ 3 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งช่องทางพรีเมียร์ เอเจนซี่ และความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านการขายผ่านพันธมิตรแบงก์แอสชัวรันส์กับ Public Bank Berhad ขณะเดียวกันการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ผ่านช่องทางตัวแทนยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 จากการสรรหาตัวแทนใหม่ที่แข็งแกร่งและประสิทธิภาพการดำเนินงานของตัวแทนที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 
กลุ่มตลาดอื่นของเรามีมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB) เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตที่แข็งแกร่งในอินเดีย ไต้หวัน (จีน) และเวียดนาม ทั้งนี้ Tata AIA Life ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของเราในประเทศอินเดีย ยังคงสร้างการเติบโตของมูลค่าธุรกิจใหม่ได้อย่างโดดเด่นในทุกช่องทางการขาย สำหรับช่วง 3 เดือน สิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2569
 
โดยรวม อัตรากำไรของมูลค่าธุรกิจใหม่ (VONB Margin) เพิ่มขึ้น 5.3 จุด เป็นร้อยละ 63.5 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการปรับสัดส่วนในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์และช่องทางการขายที่เอื้อประโยชน์ในจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับปีแรก (ANP) ลดลงร้อยละ 13 มาอยู่ที่ 2,237 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสาเหตุหลักจากผลการดำเนินงานในจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะที่เบี้ยประกันภัยรับรวม (TWPI) เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 เป็น 12,892 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับอัตรากำไรของมูลค่าปัจจุบันของเบี้ยประกันภัยธุรกิจใหม่ (PVNBP) คงตัวอยู่ที่ร้อยละ 11 ทั้งนี้ ตามที่ได้ประกาศไว้ในผลการดำเนินงานระหว่างกาลของปี 2569 คาดว่าจะสามารถทำได้ดีกว่าเป้าหมายอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นของกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษีต่อหุ้น (OPAT per share CAGR) ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปี 2569 สูงกว่าเป้าหมายซึ่งกำหนดไว้ที่ร้อยละ 9 ถึง 11

ภาพรวม

แม้ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันจะส่งผลให้ตลาดทุนทั่วโลกมีความผันผวน แต่ปัจจัยพื้นฐานที่สนับสนุนการเติบโตของภูมิภาคยังคงแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างประชากรที่เอื้ออำนวย รายได้ของประชาชนที่เพิ่มขึ้น อัตราการเข้าถึงประกันภัยภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และความครอบคลุมของระบบสวัสดิการสังคมที่ยังมีจำกัด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เอไอเอเชื่อมั่นว่าแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวของธุรกิจยังคงโดดเด่น ด้วยความได้เปรียบในการแข่งขันที่แข็งแกร่ง การดำเนินธุรกิจที่กระจายตัวครอบคลุมหลากหลายตลาด และปัจจัยการเติบโตเชิงโครงสร้างที่สนับสนุนธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพในภูมิภาคเอเชีย โดยกลยุทธ์สำคัญของบริษัท คือการมุ่งใช้ประโยชน์จากโอกาสการเติบโตดังกล่าว เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจใหม่อย่างมีคุณภาพและสร้างผลกำไร อันจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของผลประกอบการในอนาคต ความสามารถในการสร้างเงินทุนส่วนเกิน และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

ความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ

ตามที่ได้เปิดเผยไว้ก่อนหน้านี้ในรายงานผลประกอบการระหว่างกาลปี 2569 ตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญของเอไอเอมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย ดังนั้น จากการปรับเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา เอไอเอประเมินว่า หากอัตราผลตอบแทนของอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นพร้อมกันทุกช่วงอายุอีก 50 จุดพื้นฐาน จะส่งผลให้มูลค่าธุรกิจรวมของกลุ่มบริษัท ลดลงเล็กน้อยเพียงร้อยละ 1 และส่งผลเชิงบวกในระดับเล็กน้อยต่ออัตราส่วนเงินกองทุนของผู้ถือหุ้นของกลุ่มบริษัท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569

ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

เอไอเอรับเบี้ยประกันภัยส่วนใหญ่ในสกุลเงินท้องถิ่นของแต่ละประเทศที่ดำเนินธุรกิจ และบริหารจัดการให้สินทรัพย์และหนี้สินในสกุลเงินท้องถิ่นมีความสอดคล้องกันอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ในการจัดทำงบการเงินรวมของกลุ่มบริษัท ผลการดำเนินงานจะถูกรายงานในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ จึงอาจได้รับผลกระทบจากการแปลงค่าสกุลเงิน ทั้งนี้ บริษัทนำเสนออัตราการเติบโตและบทวิเคราะห์ผลการดำเนินงานบนฐานอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (Constant Exchange Rates: CER) เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่น เพื่อสะท้อนผลการดำเนินงานที่แท้จริงของธุรกิจได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น