Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (ล่าสุดที่พุ่งแตะระดับเกินกว่า 4.0 แสนคนอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567) หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่ากว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ (อายุ 20-24 ปี) หรือคิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน --- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.8%YoY สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และคาดว่าจะเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ... ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 1.8% ในปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 4 เงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวจากช่วง 9 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ***  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

ทีทีบี ประกาศผลงาน 9 เดือน ปี 2569 กำไรสุทธิ 16,139 ล้านบาท

ทีทีบี ประกาศผลงาน 9 เดือน ปี 2569 กำไรสุทธิ 16,139 ล้านบาท
71
เขียนโดย intrend online 2026-10-20

ทีทีบี รายงานกำไรสุทธิ 5,457 ล้านบาท ในไตรมาส 3 รวม 9 เดือน ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 16,139 ล้านบาท ด้านอัตราส่วนหนี้เสียลดลงมาอยู่ที่ 2.88% ขณะที่ Coverage Ratio เพิ่มเป็น 159% สะท้อนความแข็งแกร่งในด้านคุณภาพสินทรัพย์และการรองรับความเสี่ยง พร้อมเดินหน้าให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยผ่านโครงการ ‘ตั้งหลัก’

กรุงเทพฯ, 20 ตุลาคม 2569 – ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ทีทีบี และบริษัทย่อย รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3 ที่ 5,457 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 16,139 ล้านบาท ด้านคุณภาพสินทรัพย์ควบคุมได้ดี อัตราส่วนหนี้เสียลดลงมาอยู่ที่ 2.88% ทั้งนี้ แม้ประเมินว่าผลกระทบจากอุทกภัยครั้งล่าสุดจะอยู่ในระดับจำกัด แต่เพื่อความรอบคอบจึงยังคงตั้งสำรองฯ เพิ่มเติม หนุนให้ Coverage Ratio เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 159% พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบผ่านโครงการ ‘ตั้งหลัก’

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกของปี 2569 ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย โดยผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ได้สะท้อนให้เห็นถึงความคืบหน้าใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การรักษาแนวโน้มผลประกอบการ การดูแลคุณภาพสินทรัพย์และลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม และการสร้างการเติบโตด้านรายได้ในระยะยาว

‘รักษาแนวโน้มผลประกอบการได้ตามเป้าหมาย’ ธนาคารยังคงเน้นย้ำการเติบโตสินเชื่อที่มีคุณภาพ และลดผลกระทบจากภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำโดยเน้นขยายสินเชื่อรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง พร้อมกับบริหารต้นทุนทางการเงินให้สอดคล้องกัน ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยในไตรมาส 3 ค่อย ๆ ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 2 ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองฯ รอบ 9 เดือน ปี 2569 อยู่ที่ 27,524 ล้านบาท ใกล้เคียงกับ 27,476 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

‘คุณภาพสินทรัพย์มีเสถียรภาพ’ สะท้อนได้จากหนี้เสียซึ่งทรงตัวในระดับ 39,000 ล้านบาท ต่อเนื่องตลอด 8 ไตรมาส ด้านอัตราส่วนหนี้เสียลดลงมาอยู่ที่ 2.88% เทียบกับกรอบเป้าหมายที่ 3.2% และสำหรับเหตุการณ์อุทกภัยในช่วงปลายไตรมาส 3 ธนาคารได้เร่งให้ความช่วยเหลือลูกค้าผ่านโครงการ ‘ตั้งหลัก’ ซึ่งได้เปิดให้ลูกค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2569 ต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 ครอบคลุมทั้งสินเชื่อลูกค้าธุรกิจ สินเชื่อเอสเอ็มอี และสินเชื่อลูกค้ารายย่อย โดยจากการประเมินของธนาคาร คาดว่ายอดสินเชื่อที่เข้าร่วมโครงการจะมีสัดส่วนไม่เกิน 1% ของพอร์ตสินเชื่อรวม ดังนั้น ในด้านผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์จึงคาดว่าจะอยู่ในระดับจำกัดและบริหารจัดการได้ อย่างไรก็ดี เพื่อความรอบคอบ ธนาคารได้ตั้งสำรองฯ Management Overlay เพิ่มเติมสำหรับรองรับความเสี่ยงทั้งเรื่องของอุทกภัยและปัจจัยไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ส่งผล Coverage Ratio เพิ่มขึ้นเป็น 159% จาก 152% ณ สิ้นปี 2568 สะท้อนความแข็งแกร่งในการรองรับความเสี่ยง

‘เดินหน้าสร้างการเติบโตในอนาคตผ่านการเสริมศักยภาพ Wealth Ecosystem’ ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาทีทีบีได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ DBS Bank และ Schroders ผ่านบริษัท ttb wealth securities บริษัทหลักทรัพย์ในกลุ่มทีทีบี เพื่อยกระดับธุรกิจการบริหารความมั่งคั่ง นอกจากนั้นยังได้เปิดตัวฟีเจอร์ My Wealth และร่วมมือกับ Webull เพื่อเพิ่มช่องทางการลงทุนและ Digital Wealth Advisory สำหรับลูกค้ากลุ่ม Mass Affluent ซึ่งจะช่วยขยายแหล่งรายได้ค่าธรรมเนียมและรองรับความต้องการด้านการลงทุนของลูกค้าทุกกลุ่มที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี ธนาคารยังคงมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบและรักษาแนวโน้มผลการดำเนินงานผ่านการบริหารเชิงรุกในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้ การควบคุมต้นทุน และการบริหารความเสี่ยง รวมถึงบริหารการใช้เงินทุนและโครงการซื้อหุ้นคืนซึ่งยังคงเหลือวงเงินอีก 14,000 ล้านบาทอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น

ในประการสำคัญ ทีทีบียังคงเดินหน้าสนับสนุนนโยบายภาครัฐในการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและการผลักดันแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) โดยในเดือนสิงหาคม 2569 ธนาคารได้เปิดตัว ‘สินเชื่อคนผ่อนดี’ ซึ่งต่อยอดมาจากโครงการ ‘ผ่อนดีมีรางวัล’ โดยได้นำหลักการ Risk-based Pricing มาใช้กำหนดอัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับความเสี่ยง เพื่อส่งเสริมให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินได้รับเงื่อนไขที่เหมาะสมมากขึ้นครอบคลุม 4 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ สินเชื่อรถแลกเงิน แบบไม่โอนเล่ม, สินเชื่อบุคคล ทีทีบี แคชทูโก, สินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ และสินเชื่อบ้านแลกเงินรีไฟแนนซ์

ทั้งนี้ เมื่อรวบรวมข้อมูลจากทั้ง 2 โครงการเข้าด้วยกัน พบว่ามีลูกค้าเข้าร่วมแล้วกว่า 58,600 ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อประมาณ 15,000 ล้านบาท เทียบเท่ากับการแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยให้กับลูกค้าได้กว่า 1,800 ล้านบาท ด้านโครงการ ‘รวบหนี้’ มีลูกค้าเข้าร่วมกว่า 86,200 ราย และช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยได้ราว 3,400 ล้านบาท ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

รายละเอียดผลการดำเนินงานรายการหลักๆ ในไตรมาส 3 และ 9 เดือน ปี 2569 มีดังนี้

สินเชื่อ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 อยู่ที่ 1,187 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.3% จากไตรมาส 2 ปี 2569 (QoQ) หนุนโดยสินเชื่อกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ สินเชื่อบ้านแลกเงิน, สินเชื่อรถแลกเงิน แบบไม่โอนเล่ม, สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต ด้านสินเชื่อรถจักรยานยนต์ภายใต้บริษัท ttb leasing บริษัทในกลุ่มทีทีบี ซึ่งเติบโตได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน อย่างไรก็ดี ภาพรวมสินเชื่อยังคงชะลอลง 1.5% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2568 (YTD) สะท้อนแนวทางการเติบโตสินเชื่ออย่างรอบคอบภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเติบโตในอัตราต่ำและมีความไม่แน่นอนสูง

ด้านเงินฝากอยู่ที่ 1,282 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.6% QoQ และ 1.0% YTD หนุนโดยการเพิ่มขึ้นของเงินฝากเพื่อการออม นำโดยเงินฝากดิจิทัล ttb ME save และเงินฝากไม่ประจำ ttb no fixed รวมทั้งกลุ่มเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ (CASA) ขณะที่เงินฝากประจำลดลงตามการครบกำหนด เป็นไปตามกลยุทธ์การบริหารต้นทุนเงินฝากและสภาพคล่องของธนาคาร

สำหรับรายได้จากการดำเนินงานรวม อยู่ที่ 16,786 ล้านบาท ในไตรมาส 3 ลดลง 3.2% QoQ สาเหตุหลักจากการลดลงของกำไรที่เกี่ยวกับการลงทุนและเงินปันผล ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมหลักแม้ลดลงแต่ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ดี ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป หนุนโดยการควบคุมต้นทุนทางการเงินและการเติบโตสินเชื่อกลุ่มเป้าหมาย ในภาพรวมรายได้จากการดำเนินงานรอบ 9 เดือน ปี 2569 ยังคงเพิ่มขึ้น 3.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) มาอยู่ที่ 50,862 ล้านบาท เนื่องจากได้แรงหนุนจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ลดลง 5.1% QoQ มาอยู่ในระดับปกติที่ 7,644 ล้านบาท ในไตรมาส 3 หลังจากไตรมาสก่อนหน้ามีค่าใช้จ่าย One-time เกี่ยวกับการ Write-off ระบบไอที และการบันทึกการด้อยค่าแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ยุติการใช้งาน รวม 9 เดือน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ 23,338 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.2% YoY สำหรับอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้รอบ 9 เดือน ปี 2569 ทรงตัวอยู่ที่ 46% เป็นไปตามเป้าหมาย สะท้อนการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย

ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 4,078 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% QoQ โดยธนาคารยังคงตั้งสำรองฯ Management Overlay ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน เพื่อรองรับผลกระทบทั้งจากเหตุการณ์น้ำท่วมและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ยังคงมีอยู่ รวม 9 เดือน ปี 2569 ตั้งสำรองฯ ทั้งสิ้น 12,113 ล้านบาท ลดลง 5.8% YoY หลังจากหักค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ และผลทางภาษี ธนาคารมีกำไรสุทธิที่ 5,457 ล้านบาท และ 16,139 ล้านบาท ในไตรมาส 3 และรอบ 9 เดือน ปี 2569 ตามลำดับ ยังคงรักษาแนวโน้มผลการดำเนินงานได้ตามเป้าหมาย

ภายหลังการซื้อหุ้นคืนรวมสะสม 21,000 ล้านบาท และการจ่ายปันผลระหว่างกาลเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ธนาคารยังคงมีฐานะเงินกองทุนในระดับสูงและมีเสถียรภาพ โดยอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2569 อยู่ในระดับสูงที่ 18.8% และ 16.8% ตามลำดับ ยังคงสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารกลุ่ม D-SIBs ที่ธปท.กำหนดไว้ที่ 12.0% สำหรับ CAR และ 9.5% สำหรับ Tier 1