Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

ลอรีอัล กรุ๊ป ผลงานครึ่งปีแรกเติบโต 6.5% คว้าลิขสิทธิ์ความงามแบรนด์กุชชี่ 50 ปี

ลอรีอัล กรุ๊ป ผลงานครึ่งปีแรกเติบโต 6.5% คว้าลิขสิทธิ์ความงามแบรนด์กุชชี่ 50 ปี
75
เขียนโดย intrend online 2026-08-07

* ยอดขาย: 2.377 หมื่นล้านยูโร เติบโต 6.5%[1] เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว สูงกว่าตลาดความงามทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยอีคอมเมิร์ซเติบโตในระดับสองหลัก และเติบโตเร็วกว่าตลาดเกือบสองเท่า


* การเติบโตในทุกแผนกผลิตภัณฑ์ และทุกภูมิภาค: แผนกผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพ และแผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูงเติบโตโดดเด่นเป็นพิเศษ และภูมิภาค SAPMENA-SSA นำการเติบโต

* สัญญาลิขสิทธิ์เอ็กซ์คลูซีฟระยะเวลา 50 ปี สำหรับผลิตภัณฑ์ความงามและน้ำหอมแบรนด์กุชชี่ (Gucci) ร่วมกับเคอริ่ง (Kering)

* ประเทศไทยเปิดตัว 4 แบรนด์ใหม่ปี 2569 สกินซูติคัลส์ (SkinCeuticals), ดร.จี (Dr.G), เมทริกซ์ (Matrix) และ คัลเลอร์ วาว (Color Wow) ดันตลาดดูแลผิวและเส้นผม

 


กรุงเทพฯ, 7 สิงหาคม 2569 - นายนิโคลา ฮิโรนิมุส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลอรีอัล กรุ๊ป กล่าวถึงผลประกอบการดังกล่าวว่า: “ลอรีอัลสามารถทำผลงานในครึ่งปีแรกปี 2026 ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการเติบโตถึง +6.5% และยังคงรักษาแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งและขยายผลการดำเนินงานที่เหนือกว่าตลาดความงามทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง การเติบโตดังกล่าวครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทุกกลุ่มธุรกิจ และทุกภูมิภาค ซึ่งขับเคลื่อนด้วย 2 กลไกสำคัญ ได้แก่ การดำเนินกลยุทธ์นวัตกรรมอย่างราบรื่น และการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาด ซึ่งเป็นช่องทางที่มีความคล่องตัวและเติบโตสูงสุดในอุตสาหกรรม

แบรนด์ดั้งเดิมของลอรีอัลยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และแบรนด์พอร์ตโฟลิโอก็ทรงพลังยิ่งขึ้นจากการเพิ่มแบรนด์ใหม่ๆ รวมถึง แบรนด์ล่าสุดจาก เคอริ่ง บิวตี้ (Kering Beauté) นวัตกรรมของเรากำลังเดินหน้าอย่างเต็มสูบ โดยมี AI เข้ามาช่วยรักษาจังหวะการขับเคลื่อนนี้ไว้ แต่ละประเทศยังสามารถบริหารรูปแบบการจัดจำหน่ายที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยรุกครองตลาดออนไลน์ด้วยความเป็นเลิศด้านดิจิทัล ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์แบรนด์ระดับเหนือชั้นในช่องทางออฟไลน์ สิ่งเหล่านี้ทำให้ลอรีอัล กรุ๊ป อยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดีกว่าที่เคยในการเดินหน้าคว้าชัยชนะในอุตสาหกรรมความงาม และบรรลุตามเป้าในปีนี้ต่อไป”

สรุปผลการดำเนินงานตามแผนก[1]
แผนกผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพเติบโตขึ้น 11.6%

แผนกผลิตภัณฑ์ช่างผมมืออาชีพยังคงเติบโตอย่างโดดเด่นและทำผลงานได้เหนือกว่าตลาดซาลอนอย่างมีนัยสำคัญ โดยขับเคลื่อนจากการยกระดับผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมสู่ความพรีเมียม (Premiumisation) อย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์หลากหลายช่องทาง (Omnichannel) ที่ประสบความสำเร็จ และการมุ่งเน้นยกระดับอุตสาหกรรมซาลอนผ่านบริการที่ออกแบบเฉพาะบุคคล ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมระดับพรีเมียมเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ด้วยความสำเร็จของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลักและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น เคเรสตาส กลอส แอ็บโซลู ครีม (Kérastase Gloss Absolu Crème) และ ลอรีอัล โปรเฟสชันแนล เคราติน อัลฟา สลีค (L’Oréal Professionnel Keratin Alpha Sleek)

 

 

แผนกผลิตภัณฑ์อุปโภค เติบโตขึ้น 4.3%

แผนกเติบโตอย่างแข็งแกร่งโดยมีอัตราเร่งที่ดีขึ้นระหว่างไตรมาสแรกและไตรมาสที่สอง หนุนด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมจากแบรนด์ความงามอันดับหนึ่งของโลกอย่าง ลอรีอัล ปารีส (L’Oréal Paris) ทุกหมวดหมู่เติบโตขึ้นด้วยแผนงานด้านนวัตกรรมที่แข็งแกร่ง โดยผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมเติบโตในระดับสองหลักและเป็นกลุ่มที่โดดเด่นที่สุด เมคอัพเติบโตด้วยนวัตกรรม เช่น มาสคาร่า เอ็กซ์เทนชันนิสต์ จาก ลอรีอัล ปารีส (L’Oréal Paris Extensionist Mascara) และ เซรั่ม ลิปสติก จาก เมย์เบลลีน นิวยอร์ก (Maybelline New York Serum Lipstick) รวมถึงผลงานอันแข็งแกร่งจาก 3CE กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวได้รับประโยชน์จากการเปิดตัวสินค้าใหม่ เช่น  รีไวทัลลิฟท์ ฟิลเลอร์ กลาส สกิน ลิควิด ครีม จาก ลอรีอัล ปารีส (L’Oréal Paris Revitalift Filler Glass Skin Liquid Cream) ด้าน ดร.จี (Dr.G) เริ่มขยายตลาดระดับโลกโดยเปิดตัวแล้วในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย

แผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูง เติบโตขึ้น 5.1%

แผนกสร้างการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเติบโตเร็วกว่าตลาดความงามระดับพรีเมียมทั่วโลกถึงสองเท่า กลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำหอมยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับสองหลัก ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความสำเร็จอันงดงามของ พาราไดม์ โดย พราด้า (Prada Paradigme) ที่ก้าวขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมระดับบล็อกบัสเตอร์ และการรุกตลาดอย่างประสบความสำเร็จของ เอ็มโพริโอ อาร์มานี่ (Emporio Armani)) ควบคู่ไปกับผลงานอันยอดเยี่ยมของกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก เช่น ลิเบรอ (Libre) โดย อีฟส์ แซงต์ โลรองต์ (Yves Saint Laurent)  ซึ่งขึ้นแท่นเป็นน้ำหอมสำหรับผู้หญิงอันดับหนึ่งของโลก และ มายเซลฟ์ (MYSLF)  ในส่วนของกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิว มีอัตราการเติบโตที่เร่งตัวขึ้น ขับเคลื่อนจากความสำเร็จของกลุ่มผลิตภัณฑ์ รีพลาสที (Replasty) จาก เฮเลน่า รูบินสไตน์ (Helena Rubinstein) จากการเปิดตัว แอบโซลู ลองเจวิตี้ เอ็มดี โดย ลังโคม  (Lancôme Absolue Longevity M.D.) ที่มีแนวโน้มสดใส ทำให้ ลอรีอัล ลุกซ์ สามารถต่อยอดการเติบโตจากเทรนด์ลองเจวิตี้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

แผนกผลิตภัณฑ์เวชสำอาง เติบโตขึ้น 10.6%

แผนกสร้างการเติบโตในระดับสองหลักได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูง กลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดดทำผลงานได้ดีอย่างแข็งแกร่งจากการเปิดตัว เซราวี ซัน (CeraVe Sun) ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ควบคู่ไปกับความต้องการของผู้บริโภคในวงกว้างที่แสวงหาการปกป้องจากรังสียูวีที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น ลา โรช-โพเซย์ (La Roche-Posay), เซราวี (CeraVe)  และ สกินซูติคัลส์  (SkinCeuticals) ต่างเติบโตในระดับสองหลักทั้งหมด โดย ลา โรช-โพเซย์ ได้รับแรงหนุนจากความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องจากผลิตภัณฑ์หลักเช่นซิคาพลาสต์ (Cicaplast)  ผสานกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ประสบความสำเร็จ เช่น ไฮยาลู บีไฟฟ์ เซอแรคทีเวทิด (Hyalu B5 Suractivated) ทางด้าน สกินซูติคัลส์  ยังคงเติบโตในระดับสองหลักจากผลประกอบการอันแข็งแกร่งในเอเชียเหนือและความสำเร็จของ เอ.จี.อี อินเทอร์รัปเตอร์ อัลตร้า เซรั่ม (A.G.E. Interrupter Ultra Serum) ซึ่งผ่านการทดสอบทางคลินิกแล้วว่าตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ยา GLP-1 ที่มักประสบปัญหาผิวหย่อนคล้อยได้อย่างตรงจุด ขณะที่การเติบโตของ วิชี่ (Vichy) มาจากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม เดอร์คอส (Dercos) ในทุกภูมิภาคทั่วโลก

 

 

สรุปยอดขายตามภูมิภาคเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว[1]

ยุโรป – ยอดขายเติบโต 6.1%

อเมริกาเหนือ – ยอดขายเติบโต 6.7%

ละตินอเมริกา – ยอดขายเติบโต 5.2%

เอเชียเหนือ– ยอดขายเพิ่มขึ้น 4.6%

เอเชียแปซิฟิกใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือ – แอฟริกาใต้ซาฮารา (SAPMENA–SSA) – ยอดขายเติบโต 13.8%

ในภูมิภาค SAPMENA การเติบโตมีความแข็งแกร่งและกระจายตัวในทุกแผนกและหมวดหมู่ ทั้งในแง่ปริมาณและมูลค่า เวียดนามและกลุ่มประเทศออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

แผนกเวชสำอางสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งเป็นพิเศษ โดยได้รับแรงหนุนจากแรงขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องของ ลา โรช-โพเซย์ และ เซราวี ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับช่างผมมืออาชีพได้รับแรงส่งหลักจาก เคเรสตาส และ ลอรีอัล โปรเฟสชั่นแนล แผนกผลิตภัณฑ์อุปโภค ผลประกอบการถูกขับเคลื่อนด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและเมคอัปของ ลอรีอัล ปารีส ส่วนการเติบโตในแผนกผลิตภัณฑ์ความงามชั้นสูงมีเมคอัปและน้ำหอมเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก เมื่อแยกตามหมวดหมู่ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมีความคล่องตัวและเติบโตโดดเด่นทั้งในกลุ่มช่างผมมืออาชีพและกลุ่มตลาดแมส โดยได้รับแรงหนุนจากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของผลิตภัณฑ์หลักอย่าง เอลแซฟ (Elsève) และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ด้านกลุ่มบำรุงผิวได้รับอานิสงส์จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของแบรนด์เวชสำอาง ขณะที่กลุ่มเครื่องสำอางได้รับการขยายตัวจากทัพนวัตกรรมที่แข็งแกร่งและการขยายตลาดของ 3CE ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับกลุ่มน้ำหอมเติบโตอย่างแข็งแกร่งโดยมีแบรนด์ระดับกูตูร์เป็นตัวขับเคลื่อน

ทั่วทั้งภูมิภาค อีคอมเมิร์ซยังคงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนภูมิภาคแอฟริกาใต้ทะเลทรายซาฮารา (SSA) เติบโตในระดับตัวเลขเดี่ยวระดับสูง ซึ่งแสดงถึงอัตราการเร่งตัวขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งเป็นพิเศษจากกลุ่มธุรกิจเวชสำอาง กลุ่มความงามระดับพรีเมียม และกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับช่างมืออาชีพ ทั้งนี้ แอฟริกาใต้ยังคงเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตหลักด้วยยอดขายที่เติบโตในระดับสองหลัก ซึ่งนำหน้าค่าเฉลี่ยตลาดอย่างมาก

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค SAPMENA ลอรีอัล ประเทศไทย สามารถเติบโตได้เหนือตลาด และได้เดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการและความต้องการที่ซับซ้อนขึ้นของผู้บริโภคชาวไทยสำหรับผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีประสิทธิภาพสูง (performance skincare) โดยได้นำเสนอแบรนด์ สกินซูติคัลส์ (SkinCeuticals) เวชสำอางขั้นสูงที่ได้รับการยอมรับจากแพทย์ผิวหนังและผู้ชื่นชอบหัตการ และแบรนด์ ดร.จี (Dr.G) สกินแคร์ยอดฮิตอันดับ 1 จากประเทศเกาหลี เข้ามาตอบโจทย์ตลาด นอกจากนี้ ในไตรมาสที่ 3 ลอรีอัล ประเทศไทย ยังต่อยอดการเติบโตอันแข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมืออาชีพ ด้วยการนำเข้าแบรนด์ เมทริกซ์ (Matrix) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผมมืออาชีพชั้นนำระดับโลก และแบรนด์ คัลเลอร์ ว้าว (Color Wow) แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมและจัดแต่งทรงผมระดับพรีเมียมจากสหรัฐอเมริกา ที่ล้ำสมัยพร้อมรางวัลการันตี เพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตขึ้นของกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมืออาชีพ ทั้งผู้บริโภคและช่างผมมืออาชีพในประเทศไทยอย่างครอบคลุม

เหตุการณ์สำคัญนับตั้งแต่การรายงานครั้งก่อน

ด้านกลยุทธ์

• ลอรีอัล ได้บรรลุข้อตกลงรับสิทธิ์บริหารแบรนด์แต่เพียงผู้เดียวระยะเวลา 50 ปี ร่วมกับ เคอริ่ง (Kering) ในการสรรค์สร้าง พัฒนา และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำหอมและผลิตภัณฑ์ความงามภายใต้แบรนด์ กุชชี่ (Gucci) โดยสัญญาให้สิทธิ์นี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2027

• ลอรีอัล ได้เข้าซื้อหุ้นส่วนใหญ่ใน อินโนวิสต์ (Innovist) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในประเทศอินเดีย ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการขยายธุรกิจของลอรีอัลในตลาดความงามอินเดียที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเป็นการเพิ่มพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ท้องถิ่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่เข้าสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่

ด้านการวิจัย บิวตี้เทค และดิจิทัล

• ลอรีอัล และ โอเพนเอไอ (OpenAI) ได้ประกาศความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ โดยมุ่งเน้นการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขับเคลื่อนเส้นทางของผู้บริโภคไปสู่ระบบการค้าผ่าน AI Agent และการประยุกต์ใช้ AI ในสายงานปฏิบัติต่างๆ ตั้งแต่การวิจัยและวิทยาศาสตร์ไปจนถึงการตลาด

• ลอรีอัล ได้รับการยกย่องให้เป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมสูงสุดในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค จากการจัดอันดับในระดับยุโรปของ นิตยสารฟอร์จูน (Fortune)

• ในงาน วีว่าเทค 2026 (Viva Tech 2026) ลอรีอัล ได้จัดแสดงนวัตกรรมบิวตี้เทคล่าสุด โดยมุ่งเน้นหัวข้อหลัก ได้แก่ “เส้นทางของผู้บริโภคและนักการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI”, “ความงามที่ทันต่อจังหวะของวัฒนธรรม”,


“เทคโนโลยีเพื่อเส้นผม” (Hair Tech) และ “เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพผิวที่ยืนยาว” (Longevity Skin)

ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG)

• ลอรีอัล ได้ขยายเวลากองทุนฉุกเฉินเพื่อสภาพภูมิอากาศ (Climate Emergency Fund) พร้อมเพิ่มงบประมาณอีก 20 ล้านยูโรไปจนถึงปี 2030 เพื่อช่วยเหลือชุมชนที่เปราะบางในการเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

• ลอรีอัล ได้เปิดตัวแคมเปญระดับโลก #JoinTheRefillMovement ครั้งที่ 3 ในวันรีฟิลโลก (World Refill Day) ซึ่งรวมถึงการจัดกิจกรรมกระตุ้นแบรนด์ที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นบนโซเชียลมีเดีย และการสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับพันธมิตรร้านค้าปลีก