Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

SCB FM มองเงินบาทอาจอ่อนค่าได้ในระยะสั้น ส่วนความเสี่ยง Unwind carry trade ยังต่ำ

SCB FM มองเงินบาทอาจอ่อนค่าได้ในระยะสั้น ส่วนความเสี่ยง Unwind carry trade ยังต่ำ
63
เขียนโดย intrend online 2026-08-07

กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า เงินบาทเดือนที่ผ่านมาผันผวนแรงจากผลของสงครามในตะวันออกกลางและการแทรกแซงค่าเงินเยน รวมถึงราคาทองคำที่ผันผวน โดยล่าสุดบาทแข็งค่าเร็วตามราคาน้ำมันที่ลดลง เงินเยนที่แข็งค่า และราคาทองคำที่สูงขึ้นเร็ว ในระยะต่อไป คาดว่าเงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่าได้ในช่วงสั้น เพราะความไม่แน่นอนของสงครามยังมีอยู่มาก ทำให้ความขัดแย้งอาจกลับมาปะทุเป็นบางช่วง กดดันให้บาทอ่อนค่าได้ อย่างไรก็ดี ในระยะยาวมองว่า เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้เล็กน้อย หากสงครามจบลงได้ตามคาด และ Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ อีกทั้ง มองว่าการขาดดุลการค้าของไทยอาจปรับดีขึ้นได้ในช่วงปลายปี ส่วนประเด็นเรื่องการ Unwind carry trade หลังจากที่เงินเยนแข็งค่าเร็ว มองว่าความเสี่ยงยังต่ำ เพราะนักลงทุนกระจายการกู้เงินในหลายสกุลมากขึ้น (diversified funding currency) อีกทั้ง โอกาสที่เงินเยนจะแข็งค่าต่ออย่างมีนัยสำคัญยังมีน้อย และการโยกเงินกลับมาญี่ปุ่นจะยังเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นายแพททริก ปูเลีย Head of Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าเงินบาทเดือนที่ผ่านมาผันผวนแรงจากผลของสงครามในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐเปลี่ยนแปลงมาถึง 60 สตางค์ หรือราว 2% ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 สัปดาห์ ซึ่งมีจังหวะอ่อนค่าไปแตะระดับอ่อนสุดราว 33.90 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะกลับมาแข็งค่าช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาสู่ระดับราว 33.20 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยปัจจัยที่ทำให้เงินบาทผันผวนสูงมาจากสงครามที่กลับมาปะทุขึ้นและการเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนในต่างประเทศ

ในช่วงครึ่งแรกของเดือน ก.ค. เงินบาทอ่อนค่าขึ้นต่อเนื่องเพราะ สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังมีการฉีก MOU ที่เคยตกลงกันได้ไปก่อนหน้านี้ รวมถึงมีความกังวลว่าสงครามจะลุกลามไปบริเวณอื่น เช่น ทะเลแดง ทำให้ราคาน้ำมันดิบกลับมาสูงขึ้นเร็ว ซึ่งส่งผลต่อความกังวลด้านเงินเฟ้อทั่วโลก และยังทำให้ดุลการค้าไทยเดือน มิ.ย. กลับมาขาดดุลมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า ธปท. ยังไม่กังวลต่อทิศทางค่าเงิน อีกทั้งยังส่งสัญญาณไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย (Dovish) ขณะที่ประเทศอื่นเริ่มขึ้นดอกเบี้ยแล้ว จึงทำให้มีแรงเทขายเงินบาทมากกว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาค เงินบาทจึงอ่อนค่าเป็นอันดับต้น ๆ ในภูมิภาค อย่างไรก็ดี เงินบาทยังกลับมาแข็งค่าได้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ เริ่มกลับมาเจรจากับอิหร่านอีกครั้ง และกลุ่มประเทศ OPEC+ ประกาศเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบ ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงได้ค่อนข้างเร็ว หนุนให้เงินบาทกลับมาแข็งค่า นอกจากนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางการญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงค่าเงินเยนพร้อมกัน ทำให้เงินเยนแข็งค่าเร็ว หนุนให้เงินภูมิภาคและเงินบาทแข็งค่าตามไปด้วย

ในระยะสั้น เงินบาทอาจกลับมาอ่อนค่าอีกได้ เนื่องจากสงครามยังมีความไม่แน่นอนสูง และเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจยังดี ถึงแม้สหรัฐฯ จะชะลอการโจมตีอิหร่าน แต่การตกลงสันติภาพ (แบบ permanent deal) ยังอาจทำได้ยาก เนื่องจากจุดยืนของทั้งสองฝั่งยังค่อนข้างแตกต่าง แต่ stock ของขีปนาวุธสกัดกั้นและระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ที่ลดลงมาค่อนข้างมาก อาจทำให้รัฐบาลทรัมป์ลังเลที่จะยกระดับความขัดแย้งเพิ่มขึ้น จึงทำให้ประเมินว่าสงครามน่าจะยังยืดเยื้อต่อไป มีการยิงโจมตีกันเป็นบางช่วงแต่จะไม่ลุกลามรุนแรงมากขึ้น สำหรับประเด็นเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) นายแพททริกมองว่าอาจยังดำเนินการและสื่อสารในโทนเดิม คือ อาจยังระมัดระวังเรื่องเงินเฟ้อเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury yields) และดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐยังอยู่ในระดับสูงในระยะสั้นนี้ได้ สำหรับประเด็นเรื่องการขาดดุลการค้าของไทยที่ตลาดบางส่วนกังวล มองว่าอาจยังขาดดุลต่อในระยะสั้น เพราะการนำเข้ายังขยายตัวสูงกว่าการส่งออก จึงเป็นอีกแรงกดดันให้บาทอาจอ่อนค่าในระยะสั้น นายแพททริกมองกรอบเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ราว 33.30-33.80 ในช่วง 1 เดือนจากนี้ ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้บาทอ่อนค่ามากกว่าคาด คือ สงครามที่กลับมารุนแรงกว่าคาด จนมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายพื้นที่ รวมถึงบริเวณทะเลแดง ซึ่งจะกระทบอุปทานน้ำมันรุนแรง และอาจทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นราว $15-25 ต่อบาร์เรล และทำให้บาทอ่อนค่าไปใกล้เคียง 34.00 ได้

สำหรับในระยะยาว เงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้เล็กน้อย หากสงครามจบลงได้ตามคาด และ Fed ไม่ขึ้นดอกเบี้ยเหมือนที่ตลาดคาดการณ์ไว้ในขณะนี้ โดยประเมินว่า

- สงครามอาจทุเลาลงได้และอาจจบภายในไตรมาส 4 เพราะเข้าใกล้ US Midterm election ที่จะจัดขึ้นในเดือน พ.ย. อีกทั้ง ปัจจุบัน approval rating ของทรัมป์ปรับต่ำลงมาที่ราว 39.7% ซึ่งใกล้ช่วงที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีในสมัยแรก

- เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอตัวในครึ่งหลังของปี หลังผลจากการลงทุนด้าน AI เริ่มลดความร้อนแรงลง รวมถึงแรงกดดันเงินเฟ้ออาจชะลอลงได้ตามรายได้ที่มีแนวโน้มชะลอลง

- การ Reform ของ Fed อาจเปิดทางสู่การคงดอกเบี้ยแทนที่จะขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด โดยล่าสุดนาย Kevin Warsh ประธาน Fed ได้แต่งตั้ง Task force เพื่อประเมินการทำงานของ Fed และคาดว่าจะทราบผลการประเมินช่วงปลายปี ซึ่งนายแพททริกมองว่ามีโอกาสที่จะปรับเครื่องชี้และแนวทาง

- การขาดดุลการค้าของไทยอาจปรับดีขึ้นได้ ตามแนวโน้มราคาพลังงานที่ลดลง และฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี

นายแพททริก มองกรอบเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐที่ราว 33.30-33.80 ในช่วงปลายปีนี้

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินเยนที่แข็งค่าขึ้นมาเร็วจากการแทรกแซงของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ด้วยขนาดใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้ตลาดบางส่วนกังวลเรื่องการ unwind carry trade ที่ใช้เงินเยนในการ funding ซึ่งอาจกระทบตลาดการเงินโลกในวงกว้าง แต่นายวชิรวัฒน์มองว่า ประเด็นนี้ยังไม่น่ากังวลนัก เนื่องจากกระทรวงคลังสหรัฐฯ (US Treasury) มีการใช้ FIMA Repo Facility ที่อนุญาตให้ BOJ ใช้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury bond) เพื่อกู้สภาพคล่องดอลลาร์มาซื้อเงินเยน จึงไม่กระทบอัตราผลตอบแทนของพันธบัตร (US Treasury yields) โดยตรง นอกจากนี้ กลยุทธ์ EM carry trade ยังให้ผลตอบแทนดี และไม่มีสัญญาณ Unwind รุนแรง สะท้อนจากดัชนี Bloomberg EM FX Carry Risk Premia Index ที่ลดลงเพียง 1% หลังการแทรกแซงของ BOJ ดังนั้น จะเห็นว่า Reaction ในตลาดการเงินที่ค่อนข้างจำกัด ช่วยลดความกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ unwind carry trade ซ้ำรอยปี 2024 โดยในปัจจุบันนักลงทุนหันไปใช้ เงินยูโร เงินสวิสฟรังก์ และเงินบาท เป็นสกุลเงินสำหรับกู้ยืมแทนเยนมากขึ้น ทำให้ความเสี่ยงหรือผลกระทบของค่าเงินเยนต่อ carry trade โดยรวมลดลง

สถานการณ์การถือครองเงินเยนปรับสมดุลขึ้นในปีนี้ จากในช่วงเดือน ก.ค. 2024 ที่มีสถานะ short position สูง ทำให้ถูก unwind ได้ค่อนข้างแรง แต่ปัจจุบันการถือครองเงินเยนมีสถานะเป็น long position ทำให้ความเสี่ยงลดลง สำหรับมุมมองในระยะต่อไป นายวชิรวัฒน์มองว่า โอกาสที่เงินเยนจะแข็งค่าต่ออย่างมีนัยสำคัญค่อนข้างต่ำ เนื่องจากปัจจัยเชิงโครงสร้างไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก กล่าวคือ 1) ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นจะยังค่อนข้างกว้าง โดยมองว่า BOJ น่าจะยังขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป (1 ครั้งในเดือน ก.ย.) ขณะที่ Fed น่าจะคงดอกเบี้ยในปีนี้ และ 2) แนวโน้มในการกลับมาลงทุนในสินทรัพย์ในประเทศญี่ปุ่นจะเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้อุปสงค์ต่อเงินเยนไม่เปลี่ยนแปลงมาก ดังนั้น จึงมองว่าเงินเยนอาจทรงตัวหรือกลับมาอ่อนค่าเล็กน้อย

สำหรับมุมมองในตลาดบอนด์ ในช่วงที่ผ่านมา Yields ของทั้งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และไทย ผันผวนเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากตลาดปรับมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มสงคราม และแรงกดดันเงินเฟ้อ โดยคณะกรรมการ Fed หลายท่านยังส่งสัญญาณ Hawkish คือมีแนวโน้มจะขึ้นดอกเบี้ยอีกในปีนี้ และมองเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง เช่น การจ้างงานยังค่อนข้างดี ขณะที่กำลังแรงงานลดลงจากแรงงานต่างชาติที่หายไปบางส่วน ทำให้ Real yields ปรับสูงขึ้นเพราะตลาดมองว่า Fed จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อและชะลอเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การลงทุนด้าน AI ที่ยังมีต่อเนื่อง ทำให้ Productivity ของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งดัน Long-term yields ในระยะยาว รวมถึงมีความกังวลว่าภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม Hyperscalers จะต้องการสภาพคล่องสูงเพื่อนำมาใช้ลงทุนด้าน AI จึงทำให้บางส่วนกังวลว่าอาจมีอุปทานหุ้นกู้เอกชนเพิ่มเข้ามาในตลาดมาก ซึ่งจะดันให้ bond yields ปรับสูงขึ้น

ในระยะสั้น yields อาจยังเผชิญแรงกดดันด้านสูงต่อได้ จากสงครามและอุปทานพันธบัตร อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาสที่ 4 เป็นต้นไป มองว่าอาจเห็น yields ปรับลดลงได้ จาก 1) Fed อาจไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาด เพราะประเมินว่าเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอลง ทั้งในตลาดแรงงาน และเงินเฟ้อ รวมถึงคณะทำงาน Task force ของ Fed ที่อาจสนับสนุนให้ไม่ต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย 2) การลงทุนด้าน AI มีแนวโน้มชะลอลงได้ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และ 3) สงครามมีแนวโน้มจบลงในช่วงปลายปี ทำให้ความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อลดลงไปด้วย

สำหรับมุมมองอัตราดอกเบี้ยไทย นายวชิรวัฒน์คาดว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ในปีนี้ สอดคล้องกับที่ตลาดประเมิน โดย ณ ปัจจุบันตลาดให้โอกาสที่ กนง. จะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ลดลง เหลือราว 25% เท่านั้น ส่วนเหตุผลที่ กนง. น่าจะคงดอกเบี้ยคือ 1) แรงกดดันเงินเฟ้อมาจากด้านอุปทาน แต่นโยบายการเงินเน้นจัดการแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์เป็นหลัก 2) เงินบาทมีเสถียรภาพ ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง กนง. ไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อป้องกันเงินไหลออก และ 3) เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ลูกหนี้มีความสามารถในการชำระหนี้ต่ำ ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยอาจเพิ่มความเสี่ยง ซ้ำเติมลูกหนี้ที่ประสบปัญหา