Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (ล่าสุดที่พุ่งแตะระดับเกินกว่า 4.0 แสนคนอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567) หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่ากว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ (อายุ 20-24 ปี) หรือคิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน --- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.8%YoY สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และคาดว่าจะเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ... ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 1.8% ในปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 4 เงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวจากช่วง 9 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ***  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

ท็อปส์ กาง 5 มาตรการเชิงรุก รับมือความเสี่ยงสินค้าขาดแคลนทุกวิกฤต

ท็อปส์ กาง 5 มาตรการเชิงรุก รับมือความเสี่ยงสินค้าขาดแคลนทุกวิกฤต
43
เขียนโดย intrend online 2026-10-12

ท็อปส์ กาง 5 มาตรการเชิงรุก รับมือความเสี่ยงสินค้าขาดแคลนทุกวิกฤต ย้ำความพร้อมระบบซัพพลายเชน ผ่าน 4 ศูนย์กระจายสินค้าหลัก “บางบัวทอง–มหาชัย–พระราม 3–บางนา” มั่นใจเติมสินค้าจำเป็นไม่สะดุด

กรุงเทพฯ 12 ตุลาคม 2569 – ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ตอกย้ำความพร้อมของระบบซัพพลายเชน (Supply Chain) และโลจิสติกส์ (Logistics) รับมือความเสี่ยงจากสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจส่งผลกระทบต่อการกระจายสินค้าอุปโภคบริโภค พร้อมเปิดแผน 5 มาตรการเชิงรุก ครอบคลุมการสำรองสินค้าจำเป็น การขนส่ง กำลังคน เทคโนโลยี และการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ชูศักยภาพเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าหลัก 4 แห่ง ได้แก่ บางบัวทอง มหาชัย พระราม 3 และบางนา เสริมความมั่นใจในการเติมสินค้าจำเป็นสู่ชั้นวางทุกสาขาทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการของผู้บริโภคในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมให้การต้อนรับ นายฉันทพัทธ์ ปัญจมานนท์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน พร้อมคณะจากกรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ ในโอกาสลงพื้นที่เยี่ยมชมศูนย์กระจายสินค้าท็อปส์ บางบัวทอง และ ท็อปส์ เซ็นทรัล เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี เพื่อติดตามความพร้อมด้านปริมาณสินค้า การกระจายสินค้า และการจัดจำหน่ายสินค้าจำเป็นภายในสาขา รองรับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม

 


นายธนวัตร จิรจริยาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากภัยธรรมชาติ ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท็อปส์เล็งเห็นว่าการบริหาร Supply Chain เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจค้าปลีก และรักษาความต่อเนื่องในการเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน เราจึงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ผ่านการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าและการพัฒนาระบบที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกช่วงเวลา

ซึ่งจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา ท็อปส์ได้นำแนวทางดังกล่าวมาใช้บริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการสำรองสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าจำเป็นล่วงหน้ามากกว่า 20 วัน พร้อมกันนี้ ยังได้นำเทคโนโลยีระบบเติมสต็อกสินค้าอัตโนมัติ (Auto-Replenishment System) มาประมวลผลความต้องการจริงหน้าร้าน ทำให้สามารถสั่งเติมสินค้าได้ตรงตามพฤติกรรมการซื้อจริงของประชาชนในแต่ละพื้นที่อย่างแม่นยำ ตลอดจนการเพิ่มกำลังรถขนส่งจากปกติ 30–50% เพื่อเพิ่มความถี่ในการเติมสินค้า พร้อมนำข้อมูลระดับน้ำและสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์มาปรับแผนเส้นทางขนส่ง ควบคู่กับการจัดทีมคลังสินค้าและทีมจัดส่งปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยเพิ่มชั่วโมงทำงานพิเศษ (OT) และดึงพนักงาน Outsource เข้ามาเสริมทัพในช่วงเวลาเร่งด่วนและคับขัน เพื่อให้การรับ-จัด-ส่งสินค้าลื่นไหลที่สุด โดยมีศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าหลักทั้ง 4 แห่งเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อให้สามารถรักษาความต่อเนื่องในการกระจายสินค้าและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที

นายธนวัตร กล่าวต่อว่า “โดยในทิศทางระยะต่อไป ท็อปส์ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านการจัดหาสินค้า (Supply Security) ผ่านการขยายเครือข่ายผู้ผลิตและคู่ค้าเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งจัดหาเพียงช่องทางเดียว ควบคู่กับการเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบปฏิบัติการและกระจายสินค้า (Operational Resilience) เพื่อให้สามารถปรับการบริหารสต๊อก กำลังคน และการขนส่งได้ตามสถานการณ์ ตลอดจนการนำข้อมูลและเทคโนโลยีมาใช้สนับสนุนการวางแผนและตัดสินใจ (Data-Driven Supply Chain) ให้มีความแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น เราเชื่อว่าการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดวิกฤตเป็นรากฐานสำคัญของธุรกิจค้าปลีกในระยะยาว เพราะ Supply Chain ที่แข็งแกร่งไม่เพียงช่วยลดผลกระทบจากความไม่แน่นอน แต่ยังช่วยให้ท็อปส์สามารถรักษาความต่อเนื่องในการส่งมอบสินค้าจำเป็น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ในทุกสถานการณ์”

 


ด้าน นายนพดล ภู่มณี ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายบริหารห่วงโซ่อุปทาน บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ศูนย์กระจายสินค้าท็อปส์ บางบัวทอง เป็นหนึ่งในศูนย์กระจายสินค้าหลักของท็อปส์ โดยเปิดดำเนินงานมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2541 มีพื้นที่คลังสินค้ารวม 43,242 ตารางเมตร รองรับสินค้ากว่า 26,000 รายการ และดำเนินงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับกระบวนการรับสินค้า จัดเก็บ หยิบสินค้า ตรวจสอบ และจัดส่งไปยังสาขา โดยในปี 2568 ปริมาณสินค้าขาออกจากศูนย์กระจายสินค้าเติบโตถึง 7.3% จากปีก่อน ขณะเดียวกัน ศูนย์ฯ ได้นำเทคโนโลยีีด้านโลจิสติกส์ มาช่วยในเพิ่ม ประสิทธิภาพในการหยิบและตรวจสอบสินค้า รวมถึงความรวดเร็วในกระบวนการจัดส่ง ซึ่งมีส่วนช่วยให้ การเติมสินค้าไปยังสาขาเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ยังคงเปิดดำเนินงานได้ตามปกติ และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายกระจายสินค้าที่ช่วยให้ท็อปส์สามารถจัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นไปยังสาขาต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ดีจากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมที่อาจส่งผลกระทบต่อการจัดหาและกระจายสินค้า ท็อปส์ได้วางแนวทางบริหารความเสี่ยงในระดับปฏิบัติการผ่าน 5 มาตรการสำคัญ เพื่อเพิ่มความพร้อมในการรองรับความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของระบบกระจายสินค้า ได้แก่

· เสริมความพร้อมด้านสินค้าจำเป็น (Product & Replenishment Readiness) ให้ความสำคัญกับการบริหารสินค้าจำเป็น 10 หมวดที่มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนในช่วงวิกฤต ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ อาหารพร้อมรับประทาน ข้าวสาร ปลากระป๋อง น้ำดื่ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำมันพืช กระดาษทิชชู และนมยูเอชที โดยเพิ่มปริมาณสินค้าสำรอง (Buffer Stock) ควบคู่กับการขยายเครือข่ายผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ เพิ่มทางเลือกในการจัดหาสินค้า ลดระยะเวลาการส่งมอบจากคู่ค้า (Supplier Lead Time) และปรับรูปแบบการสำรองสินค้าบางประเภทที่จำเป็นเพื่อยืดระยะเวลาการจัดเก็บและเพิ่มความพร้อมด้านสินค้าสำรองในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน

· เพิ่มความยืดหยุ่นของระบบขนส่ง (Logistics & Delivery Continuity) เพิ่มจำนวนรถขนส่งอีก 30–50% เพื่อรองรับความต้องการสินค้าที่อาจเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งตามสถานการณ์ โดยเฉพาะกรณีเกิดน้ำท่วมหรือเส้นทางคมนาคมได้รับผลกระทบ รวมถึงเพิ่มความถี่ในการจัดส่งสินค้าให้แก่สาขาที่มีความต้องการสูงหรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อลดความเสี่ยงจากสินค้าขาดชั้นวาง

· เตรียมความพร้อมด้านกำลังคน (Workforce Readiness) เพิ่มกำลังพนักงานหยิบสินค้า (Pickers) อีก 30–40% เพื่อรองรับปริมาณคำสั่งซื้อที่อาจเพิ่มขึ้นในช่วงวิกฤต ควบคู่กับการใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาสนับสนุนการทำงาน เพื่อลดผลกระทบจากการขาดแคลนกำลังคนหรือกรณีที่พนักงานไม่สามารถเข้าปฏิบัติงานได้ตามปกติ

· ยกระดับการบริหารด้วยเทคโนโลยี (Smart Technology & Automated Replenishment) พัฒนาระบบ Dynamic Automated Replenishment เพื่อปรับปริมาณและความถี่ในการเติมสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละสาขา โดยเฉพาะช่วงที่ความต้องการสินค้าสูงขึ้นอย่างฉับพลัน เพื่อให้สามารถจัดสรรสินค้าได้เหมาะสมทั้งประเภท ปริมาณ และพื้นที่ พร้อมนำ AI มาใช้สนับสนุนการวิเคราะห์และวางแผนเส้นทางขนส่ง (AI Transportation Routing) เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วมหรือเส้นทางที่มีข้อจำกัด

· ต่อยอดบทเรียนสู่แผนรับมือวิกฤตระยะยาว (Business Contingency Planning) นำบทเรียนจากสถานการณ์ที่ผ่านมา มาพัฒนาแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Contingency Plan) ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงในแต่ละสถานการณ์ ทั้งภัยธรรมชาติ ความติดขัดของระบบขนส่ง การขาดแคลนสินค้า และข้อจำกัดด้านกำลังคน เพื่อให้สามารถกำหนดแนวทางตอบสนองและปรับกระบวนการดำเนินงานได้อย่างทันท่วงที ลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของระบบ Supply Chain และเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ในอนาคต

ปัจจุบันท็อปส์มีเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าหลัก 4 แห่งที่รองรับการดำเนินธุรกิจในแต่ละรูปแบบ ได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้าบางบัวทอง สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปของ TOPS และ TOPS FOOD HALL และ ศูนย์กระจายสินค้ามหาชัย สำหรับสินค้าอาหารสดและสินค้าควบคุมอุณหภูมิ คลังสินค้าออนไลน์พระราม 3สำหรับรองรับธุรกิจออนไลน์ และ ศูนย์กระจายสินค้าบางนา สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปของ TOPS Daily โดยแต่ละแห่งทำหน้าที่สนับสนุนการบริหารสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละช่องทาง พร้อมเพิ่มความคล่องตัวในการกระจายสินค้าในช่วงที่ความต้องการเปลี่ยนแปลงไปจากสถานการณ์ปกติ

พร้อมกันนี้ ท็อปส์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านการจัดหาและกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ผ่านความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับเครือข่ายผู้ผลิต คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ โดยเฉพาะในช่วงภัยธรรมชาติหรือสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน พร้อมมุ่งรักษาความต่อเนื่องในการส่งมอบสินค้าจากต้นทางสู่ชั้นวาง ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรับมือความไม่แน่นอนในอนาคต ตอกย้ำบทบาทของท็อปส์ในฐานะผู้ประกอบการค้าปลีกที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นและการเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นของประชาชนอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง