Breaking News

SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

ทรูมันนี่ เปิดตัวนวัตกรรมการจ่ายแบบใหม่ “แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่” ครั้งแรกของไทย!

ทรูมันนี่ เปิดตัวนวัตกรรมการจ่ายแบบใหม่ “แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่” ครั้งแรกของไทย!
30
เขียนโดย intrend online 2026-07-17

ทรูมันนี่ ประกาศยุทธศาสตร์ PaymentTech แห่งอนาคต เปิดตัวนวัตกรรมการจ่ายแบบใหม่ “แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่” ครั้งแรกของไทย! แตะจ่ายได้ ไม่ต้องผูกบัตร

กรุงเทพฯ (17 กรกฎาคม 2569) – ทรูมันนี่ ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนต์และผู้ให้บริการทางการเงินดิจิทัลชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้แอสเซนด์ มันนี่ ประกาศยุทธศาสตร์ผู้นำ PaymentTech ครั้งยิ่งใหญ่เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการชำระเงินของไทย ภายในงานแถลงข่าว “Tap Forward: Your Everyday Money Companion”พร้อมเปิดตัวฟีเจอร์ “แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการจ่ายแบบใหม่ ภายในงาน โดยการประกาศยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ ทรูมันนี่ ในฐานะผู้นำด้าน PaymentTech และตอกย้ำการเป็นแอปการเงินที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดอันดับ 1 ของประเทศ  อีกทั้งยังเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการเงินดิจิทัลของไทยสู่อนาคต

โดยการประกาศยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ ทรูมันนี่ ในฐานะผู้นำด้าน PaymentTech และตอกย้ำการเป็นแอปการเงินที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุดอันดับ 1 ของประเทศ[1]  อีกทั้งยังเป็นอีกก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการเงินดิจิทัลของไทยสู่อนาคต

โดยไฮไลท์สำคัญในงานคือการเปิดตัวฟีเจอร์แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมการจ่ายรูปแบบใหม่ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อพลิกโฉมการจ่ายแบบเดิมที่ผู้บริโภคคุ้นเคยอย่างการสแกนจ่าย ไปสู่ความสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นผ่านการแตะจ่ายที่เครื่องรับชำระ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของไทยที่ผู้บริโภคสามารถแตะจ่ายได้โดยไม่ต้องมีหรือผูกบัตรเครดิต แค่มีแอปทรูมันนี่ ก็แตะจ่ายได้

 

 

นางสาวมนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด กล่าวว่า “ในช่วงที่ผ่านมา การชำระเงินดิจิทัลได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั้งในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเต็มรูปแบบ จากนี้ไปความต้องการของผู้บริโภคจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่ความสะดวกของการจ่ายได้ แต่จะคาดหวังบริการทางการเงินที่ฉลาด เข้าใจบริบท และผสานเข้ากับวิถีชีวิตประจำวันยิ่งขึ้น”

“ทรูมันนี่ เชื่อว่าอนาคตของการชำระเงินไม่เพียงต้องไร้รอยต่อ แต่ต้องผสานเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนเพื่อช่วยยกระดับประสบการณ์การเงินที่ดีขึ้นให้แก่ผู้ใช้ได้อย่างแท้จริง โดยเทคโนโลยีอย่าง AI ที่ทำงานผสานกับอีโคซิสเต็มส์ ที่แข็งแกร่งและความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง จะเป็นกลไกสำคัญที่กำหนดทิศทางของ PaymentTech ยุคต่อไป และทรูมันนี่เชื่อว่าเราคือผู้นำในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว”

ตลอดการเปลี่ยนผ่านสู่การชำระเงินดิจิทัลของไทย ทรูมันนี่ มีบทบาทสำคัญในการบุกเบิกและพัฒนานวัตกรรมทางการเงินของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การให้บริการชำระเงินออนไลน์ การสร้างเครือข่ายรับชำระเงินผ่านวอลเล็ททั่วประเทศ บริการสินเชื่อดิจิทัล การลงทุนที่เข้าถึงง่าย การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน ไปจนถึงเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยอัจฉริยะบนโทรศัพท์มือถือ ปัจจุบัน ทรูมันนี่มีผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้วมากกว่า 35 ล้านรายในประเทศไทย และยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายการชำระเงินดิจิทัลทั้งในไทยแลภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง ผ่านทั้งแพลตฟอร์ม เครือข่ายตัวแทน และความร่วมมือด้านการชำระเงินข้ามพรมแดน

 

 

ในโอกาสนี้ ทรูมันนี่ ได้เปิดตัว 4 ยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำ PaymentTech แห่งอนาคต ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1: นวัตกรรมการชำระเงินที่ไร้รอยต่อ และตอบโจทย์ชีวิตในทุกวัน

ทรูมันนี่ มุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์การชำระเงินในชีวิตประจำวันให้รวดเร็ว ง่าย และไร้รอยต่อยิ่งขึ้น ผ่านการเปิดตัวนวัตกรรมต่าง ๆ อาทิ การแตะจ่าย การตั้งชำระเงินอัตโนมัติ ตลอดจนบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ชีวิตประจำวันในอนาคต โดยนอกเหนือจากการชำระเงิน ทรูมันนี่ยังเดินหน้าขยายประสบการณ์ทางการเงินให้ครอบคลุมทั้งการใช้จ่าย ออม ลงทุน และการบริหารจัดการเงินในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการเรื่องเงินได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้นในแอปเดียว

ยุทธศาสตร์ที่ 2: การเชื่อมต่อเครือข่ายพาร์ตเนอร์และอีโคซิสเต็มส์ที่แข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศ

ทรูมันนี่ เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศการชำระเงิน ผ่านการขยายและเชื่อมต่อเครือข่ายร้านค้า ช่องทางการชำระเงิน และการชำระเงินข้ามพรมแดน โดยในปัจจุบัน ผู้บริโภคสามารถใช้ทรูมันนี่ได้อย่างสะดวกและไร้รอยต่อบนแพลตฟอร์มออนไลน์และบริการดิจิทัลชั้นนำ รวมถึงจุดรับชำระเงินมากกว่า 7 ล้านจุดทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ด้วยเครือข่ายการชำระเงินข้ามพรมแดนและความร่วมมือกับ Alipay+ ทรูมันนี่ยังช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถชำระเงินได้ในกว่า 50 ประเทศและเขตการท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งในเร็วๆ นี้กำลังจะขยายเป็น 220 ประเทศและเขตการท่องเที่ยวทั่วโลก และเพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ไร้พรมแดนของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น ทรูมันนี่ กำลังเดินหน้าขยายเครือข่ายการรับชำระเงินในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถแตะจ่ายด้วยทรูมันนี่ได้ที่จุดรับชำระในต่างประเทศด้วย

ยุทธศาสตร์ที่ 3: ยกระดับความคุ้มค่าในการใช้จ่าย

ทรูมันนี่ เดินหน้ายกระดับการให้สิทธิประโยชน์เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้ทุกการใช้จ่าย โดยเตรียมทำให้ TrueMoney Coins เป็น Loyalty Platform ที่ครบครันยิ่งขึ้น ทั้งการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ขยายช่องทางการแลกใช้ และเชื่อมต่อกับพันธมิตรในวงกว้าง การเชื่อมโยงระบบการชำระเงิน สิทธิประโยชน์ และทางเลือกในการใช้จ่ายที่หลากหลาย รวมถึงศักยภาพของธนาคารไร้สาขา[2] ในอนาคต จะยิ่งช่วยให้ทรูมันนี่สามารถมอบประสบการณ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ผู้ใช้แต่ละคนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งในด้านความสะดวก มอบความคุณค่า และเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึงตลอดการใช้ชีวิตประจำวัน

ยุทธศาสตร์ที่ 4: แพลตฟอร์มการเงินอัจฉริยะ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูล

ทรูมันนี่ กำลังเดินหน้าพัฒนาประสบการณ์ทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูล โดยเมื่อเร็วๆ นี้บริษัทฯ ได้ปรับหน้าจอแอปให้จัดวางเมนูต่างๆ ให้เข้ากับความสนใจของแต่ละผู้ใช้โดยอัตโนมัติ และยังได้เปิดตัวฟีเจอร์ Money Buddy ซึ่งเป็นผู้ช่วยทางการเงินที่จะให้การแจ้งเตือน และคำแนะนำที่เหมาะสมเฉพาะผู้ใช้นั้น ๆ โดยบริษัทฯ มองว่า AI ได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการสร้างประสบการณ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างถูกที่ถูกเวลาและยกระดับการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยนอกเหนือจากการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ทรูมันนี่ยังนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับระบบอัตโนมัติ และช่วยให้องค์กรสามารถสร้างสรรค์และต่อยอดนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว

เปิดตัวฟีเจอร์ แตะจ่าย ด้วยทรูมันนี่ เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยแตะจ่ายโดยไม่ต้องมีบัตรเครดิตเป็นครั้งแรกในไทย

ภายในงาน ทรูมันนี่ยังประกาศขยายบริการ แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่ ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ใช้จำนวนมากสามารถเข้าถึงการแตะจ่ายในชีวิตประจำวันได้

 

 

นายธนรัฐ ธุวสุจิเรข ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบัน ผู้บริโภคจำนวนมากยังเจออุปสรรคที่ยุ่งยากกว่าจะชำระเงินสำเร็จ ตั้งแต่ปลดล็อกโทรศัพท์ เปิดแอปพลิเคชัน ไปยังหน้าชำระเงิน และสแกน ในขณะที่หลายคนต้องการประสบการณ์ใช้จ่ายที่ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น อย่างการแตะจ่าย”

โดยการเปิดตัวฟีเจอร์ “แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการจ่ายรูปแบบใหม่นี้จะช่วยลดขั้นตอนในการชำระเงิน ให้รวดเร็ว และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ที่พกสมาร์ตโฟนอยู่กับตัวตลอดเวลา”

 

 

โดยทรูมันนี่ได้เปิดตัวการแตะจ่ายใน 2 รูปแบบ ได้แก่

1. การแตะจ่ายที่เครื่อง Bluetap สีส้มที่มาพร้อมแท่นวงกลมแสงสีฟ้าตรงกลาง รองรับการแตะจ่ายของทั้งมือถือ iOS และ Android แค่ผู้ใช้มีแอปทรูมันนี่ โดยเรียกว่าระบบ Closed Loop เพราะให้บริการในเครือข่ายร้านค้าพาร์ทเนอร์ของทรูมันนี่

2. การแตะจ่ายที่เครื่อง EDC ที่มีสัญลักษณ์ Contactless ที่เรียกว่าระบบ Open Loop ซึ่งจะเริ่มเปิดให้ผู้ใช้งาน Android  แตะจ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค.69

โดยการเปิดตัวการแตะจ่ายสองรูปแบบดังกล่าวยังถือเป็นครั้งแรกของโลก ที่ผู้ใช้สามารถแตะจ่าย ได้ทั้งเครื่องแบบ Closed Loop และ Open Loop โดยประสบการณ์การชำระเงินทั้งสองรูปแบบนี้เกิดจากความร่วมมือของทรูมันนี่กับ Alipay+ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมต่อนรวมดิจิทัลวอลเล็ตของ Ant International ซึ่งครอบคลุมทั้ง BlueTap อุปกรณ์รับชำระเงินแบบครบวงจร และ Alipay+ Tap โซลูชันการชำระเงินผ่านเทคโนโลยี NFC ที่พัฒนาร่วมกับ Mastercard

โดยการแตะจ่ายด้วยทรูมันนี่ที่เครื่อง BlueTap  เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ทั้ง iOS และ Android[3] สามารถแตะจ่ายได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหรือผูกบัตรเครดิต โดยก่อนหน้านี้ผู้ที่ต้องการแตะจ่ายด้วยมือถือได้ต้องมีและผูกบัตรเครดิตกับโทรศัพท์รุ่นที่เปิดให้ใช้บริการเท่านั้น ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ การเปิดตัวฟีเจอร์ แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่ ในวันนี้จึงช่วยให้คนไทยสามารถเข้าถึงการจ่ายในแบบที่รวดเร็วโดยใช้เวลาแค่ 6 วินาที ซึ่งเร็วกว่าการชำระเงินแบบอื่นที่ต้องผ่านหลายหน้าจอและขั้นตอนกว่าจะทำรายการสำเร็จ อีกทั้งช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้าในไทยสามารถรองรับการชำระเงินได้หลากหลายรูปแบบจากทั้งลูกค้าในประเทศและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

BlueTap เปิดให้บริการครั้งแรกที่ร้าน 7-Eleven และร้านค้าพันธมิตรของทรูมันนี่ที่ร่วมรายการ โดยบริษัทฯ มีแผนขยายจุดให้บริการเป็นมากกว่า 50,000 จุดรับชำระทั่วประเทศภายในเดือนกันยายน 2569

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เปิดให้บริการแตะจ่ายด้วยทรูมันนี่ที่เครื่อง BlueTap มีผู้ใช้งานมาแตะจ่ายแล้วมากกว่า 1.5 ล้านคน และมียอดการแตะจ่ายรวมกว่า 5 ล้านครั้ง โดยกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นและวัยทำงานนิยมมาแตะจ่ายสูงสุด โดยข้อมูลที่ได้ยังชี้ให้เห็นว่าผู้ใช้งานประมาณ 70% ใช้มือถือระบบปฏิบัติการ iOS มาแตะจ่ายในขณะที่ 30% ใช้มือถือระบบปฏิบัติการ Android สะท้อนการยอมรับจากกลุ่มผู้บริโภคยุคดิจิทัลเป็นอย่างดี

 

 

นอกจากนี้ ผลลัพธ์ในช่วงเริ่มต้นยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจ ได้แก่

• ร้านค้าพันธมิตรแห่งหนึ่งมียอดขายจากผู้ใช้งานทรูมันนี่เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% หลังเปิดให้บริการแตะจ่ายที่เครื่อง BlueTap

• ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อผู้ใช้งาน (Spending per User) เพิ่มขึ้นประมาณ 14%

นอกจากการแตะจ่ายที่เครื่อง BlueTap แล้ว ทรูมันนี่ ยังร่วมกับ Alipay+ ผ่านเทคโนโลยี Mastercard Wallet Pay ช่วยให้ผู้ใช้งานเปิดใช้งานการชำระเงินแบบไร้สัมผัสผ่านแอป TrueMoney เพื่อแตะจ่ายที่เครื่อง EDC ที่มีสัญลักษณ์ Contactless ได้ทันที โดยไม่ต้องมีหรือสมัครบัตรเครดิต โดยรองรับการแตะจ่ายที่จุดชำระซึ่งครอบคลุมกว่า 900,000 จุดทั่วไทย และมากกว่า 150 ล้านจุดรับชำระใน 220 ประเทศและเขตการท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งการแตะจ่ายที่เครื่อง EDC นี้จะเริ่มเปิดให้ผู้ใช้งานมือถือในระบบ Android เริ่มแตะจ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ก่อนทยอยขยายการให้บริการในวงกว้างต่อไป

โดยตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2569 ทรูมันนี่จะเตรียมทยอยเปิดตัวแคมเปญ สิทธิประโยชน์ และโปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสประสบการณ์ แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่ และได้สิทธิประโยชน์มากกว่าที่เคย

โดยนอกเหนือจากการแตะจ่ายที่ร้านค้า ทรูมันนี่ ยังเดินหน้าขยายนวัตกรรมการแตะจ่ายนี้ไปยังระบบให้บริการขนส่งสาธารณะ โดยปัจจุบันผู้ใช้ทรูมันนี่สามารถแตะจ่ายที่เครื่อง EDC บนรถโดยสารประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กว่า 6,000 คัน ทั่วกรุงเทพฯ ได้ เพียงใช้แอปทรูมันนี่แตะที่เครื่องรับชำระเงินที่พนักงานเก็บค่าโดยสารถืออยู่

ขณะเดียวกัน ทรูมันนี่กำลังอยู่ระหว่างการหารือความร่วมมือกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง เพื่อพัฒนาระบบแตะจ่ายที่ทางเข้าสถานี โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการใน ไตรมาส 4 ปี 2569 ซึ่งจะช่วยให้ผู้โดยสารสามารถใช้แอปทรูมันนี่แตะจ่ายเพื่อเข้าสถานีได้ทันที โดยไม่ต้องซื้อตั๋วหรือบัตรโดยสาร

ในระยะต่อไป ทรูมันนี่ ยังมีแผนขยายบริการแตะจ่ายไปยังระบบขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ที่รองรับ เพื่อผลักดันให้การชำระเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย รวดเร็ว และไร้รอยต่อ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คน ทั้งนี้ ทรูมันนี่มองว่านวัตกรรมการแตะจ่ายไม่ได้เป็นเพียงฟีเจอร์การชำระเงินรูปแบบใหม่ แต่เป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานสู่ยุคถัดไปของระบบเศรษฐกิจแบบดิจิทัล และการชำระเงินที่ไร้รอยต่อ ตลอดจนประสบการณ์ทางการเงินอัจฉริยะสำหรับผู้บริโภคในประเทศไทย