Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

มาสเตอร์การ์ด ยกระดับแพลตฟอร์มบัตรดิจิทัล ด้วยระบบควบคุมความปลอดภัยใหม่

มาสเตอร์การ์ด ยกระดับแพลตฟอร์มบัตรดิจิทัล ด้วยระบบควบคุมความปลอดภัยใหม่
80
เขียนโดย intrend online 2026-08-07

มาสเตอร์การ์ด ยกระดับแพลตฟอร์มบัตรดิจิทัล ด้วยระบบควบคุมความปลอดภัยใหม่ เชื่อมต่อการชำระเงินผ่าน Embedded Payments Network และรองรับการเข้าถึงบริการทั้งหมดผ่าน API เดียว

* ความสามารถใหม่ด้านการควบคุมสำหรับผู้ออกบัตร การยกระดับการควบคุมในขั้นตอนการเคลียร์ริ่งและการขยายความสามารถด้าน Embedded Payments เพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจและสถาบันการเงินสามารถบริหารจัดการโปรแกรม Virtual Card ได้อย่างปลอดภัย โปร่งใส และรองรับการขยายการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

* Citi จะเป็นผู้ออกบัตรรายแรกที่จะนำความสามารถใหม่เหล่านี้ไปใช้ทั่วโลก
 
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 7 สิงหาคม 2569 - มาสเตอร์การ์ดประกาศเปิดตัวการยกระดับความสามารถครั้งใหม่ของ Mastercard In Control® ซึ่งได้รับการยกย่องจาก Kaiser Associates ให้เป็นเป็นแพลตฟอร์ม Virtual Card Number (VCN) ชั้นนำของอุตสาหกรรม ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำระดับโลกด้านการชำระเงินระหว่างธุรกิจ (B2B) ที่มีความปลอดภัยและรองรับการขยายการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นวัตกรรมใหม่ประกอบด้วยความสามารถในการควบคุมการใช้งาน Virtual Card ขั้นสูงที่ช่วยลดความเสี่ยงตลอดทุกขั้นตอนของวงจรการชำระเงิน และการเชื่อมต่อเพียงครั้งเดียวเพื่อเข้าถึงเครือข่ายพันธมิตรด้าน Embedded Payments ที่กำลังเติบโตของมาสเตอร์การ์ด ช่วยให้องค์กรธุรกิต สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่าง ๆ สามารถบริหารจัดการการชำระเงินได้อย่างมั่นใจ มีความยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
 
ปัจจุบันอีโคซิสเต็ม VCN ของมาสเตอร์การ์ดประกอบด้วยผู้ออกบัตร แพลตฟอร์มโดยตรง และองค์กรต่าง ๆ ที่ทำธุรกรรมใน 43 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่งโลก ซึ่งรวมถึง 14 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และรองรับสกุลเงินมากถึง 174 สกุลเงิน แสดงให้เห็นถึงความสามารถของมาสเตอร์การ์ดในการสนับสนุนการขยายธุรกิจในระดับโลก พร้อมรักษามาตรฐานด้านความสม่ำเสมอและการกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
“สำหรับองค์กรต่าง ๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นภูมิภาคที่เชื่อมโยงกับเส้นทางการค้าหลัก ๆ ของโลกจำนวนมาก ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงแค่การเปลี่ยนระบบชำระเงินให้เป็นดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์และการจัดการเงินทุนหมุนเวียนท่ามกลางการดำเนินธุรกิจข้ามพรมแดนที่มีซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ” อนูชกา แลดส์ รองประธานฝ่ายการชำระเงินเชิงพาณิชย์และระบบชำระเงินใหม่ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มาสเตอร์การ์ด กล่าว “บัตรดิจิทัล (Virtual Card) ช่วยให้ฝ่ายการเงินและฝ่ายจัดซื้อสามารถเพิ่มความยืดหยุ่นในการชำระเงิน โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงหรือความยุ่งยากให้กับความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับซัพพลายเออร์ นี่คือสิ่งที่องค์กรในภูมิภาคนี้กำลังให้ความสำคัญและต้องการบรรลุอย่างแท้จริง และนั่นคือเหตุผลที่เรามองว่า Virtual Cardกำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของรูปแบบการชำระเงินสำหรับภาคธุรกิจในอนาคต”
 
มอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นและรองรับการขยายการใช้งานโปรแกรมบัตรดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
Commercial Connect API ซึ่งได้รับการจัดอันดับจาก Kaiser Associates ว่าเป็นช่องทาง API แบบจุดเชื่อมต่อเดียว (Single API front door) เพียงหนึ่งเดียวในตลาด กำลังช่วยให้ลูกค้าสามารถควบคุมและขยายขีดความสามารถของ Virtual Card ได้ง่ายขึ้น โซลูชันนี้ช่วยแก้ไขความท้าทายที่เกิดขึ้นมานานในอุตสาหกรรม โดยพบว่า 69% ของบริษัทต่าง ๆ ประสบปัญหาในการเชื่อมต่อระบบการชำระเงินเข้ากับระบบธุรกิจ
 
สิ่งที่แพลตฟอร์มปรับปรุงใหม่ ประกอบไปด้วย

* เพิ่มความสามารถในการควบคุมการใช้งานบัตรให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยสามารถกำหนดชุดเงื่อนไขหลายรูปแบบให้กับบัตรจริง ทำให้สามารถบังคับใช้เงื่อนไขดังกล่าวกับทุกธุรกรรมและ virtual cardที่เกี่ยวข้อง โดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลบัตรที่มีความละเอียดอ่อน

* ลดความซับซ้อนในการเชื่อมต่อระบบ และเพิ่มความรวดเร็วในการเข้าถึงความสามารถด้านการชำระเงินแบบครบวงจร ด้วยการรองรับการสร้าง Virtual Card และเริ่มต้นการชำระเงินได้ในขั้นตอนเดียวอย่างราบรื่น
ความสามารถใหม่เหล่านี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเชื่อมต่อระบบ ควบคุม และขยายโปรแกรม Virtual Card ได้อย่างเป็นมาตรฐานและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน เพิ่มความรวดเร็วในการสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจ และพัฒนานวัตกรรมได้เร็วขึ้นผ่านประสบการณ์การใช้งานแบบครบวงจรบนแพลตฟอร์มเดียว
 
การผสานรวมระบบการชำระเงินเข้ากับระบบที่ธุรกิจใช้งานอยู่แล้ว

นับตั้งแต่มาสเตอร์การ์ดเปิดตัวโปรแกรม Embedded Virtual Card Number (VCN) ทั่วโลกในเดือนมีนาคม 2568 พันธมิตรหลายสิบรายในกลุ่มบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ระบบ ERP และบัญชีเจ้าหนี้ รวมถึงแพลตฟอร์มการท่องเที่ยว การบริการ การดูแลสุขภาพ และอีคอมเมิร์ซ ได้เข้าร่วมโครงการเพื่อรับประสบการณ์การชำระเงินสำหรับองค์กรที่ง่ายขึ้นและเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวมากยิ่งขึ้น ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มาสเตอร์การ์ดร่วมกับ Coupa และ HSBC ในดำเนินการทำธุรกรรม Virtual Card ภายใต้ระบบ Embedded Finance แบบใช้งานจริงได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในภูมิภาค ทำให้ Pact Group สามารถชำระเงินให้ซัพพลายเออร์โดยใช้ Virtual Card ที่ฝังอยู่ภายในแพลตฟอร์มการจัดซื้อของบริษัทโดยตรง ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ Virtual Card ในการช่วยให้กระบวนการชำระเงินมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมยกระดับการค้าระหว่างธุรกิจ (B2B) ให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น
 
ด้วยรูปแบบการบูรณาการของโปรแกรมนี้ ซึ่งได้รับการยอมรับจาก Kaiser Associates ว่าเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม ช่วยลดความซับซ้อนของกระบวนการเริ่มต้นใช้งานสำหรับผู้ออกบัตร แพลตฟอร์ม และองค์กรต่าง ๆ
 
เมื่อเร็ว ๆ นี้ มาสเตอร์การ์ดยังได้รับรางวัล Innovation Partner of the Year จาก Emburse ซึ่งตอกย้ำบทบาทของมาสเตอร์การ์ดในการผสานการใช้งาน Virtual Card เข้ากับกระบวนการจัดซื้อและการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ช่วยเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบข้อมูลและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจทั่วโลก
 
การเติบโตอย่างต่อเนื่องของการนำ VCN ไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมเฉพาะทางเช่น ภาคการท่องเที่ยว ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรต่าง ๆ เช่น Juniper Travel, HBX Group และ TravelSoft สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ VCN ในฐานะโซลูชันการชำระเงินที่มีความยืดหยุ่นและผสานการทำงานเข้ากับระบบต่าง ๆ ได้อย่างไร้รอยต่อในหลากหลายอุตสาหกรรม ขณะที่ประเทศอินเดีย ความร่วมมือระหว่างมาสเตอร์การ์ดและ Volo Health กำลังช่วยยกระดับกระบวนการดำเนินงานด้านการสาธารณสุข ด้วยการเพิ่มระบบอัตโนมัติและประสิทธิภาพให้กับกระบวนการชำระเงิน การเรียกเก็บเงิน และการกระทบยอดบัญชีสำหรับทั้งผู้ชำระเงินและผู้ให้บริการด้านสุขภาพ
 
“เมื่อการชำระเงินกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัลมากขึ้นและถูกผสานเข้ากับกระบวนการดำเนินธุรกิจ อย่างแนบเนียน องค์กรต่าง ๆ ก็มีความคาดหวังต่อประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และการควบคุมที่สูงขึ้นกว่าที่เคย” มาร์ค เพ็ตติแคน หัวหน้าฝ่ายโซลูชันองค์กรระดับโลกของมาสเตอร์การ์ด กล่าว “เราเดินหน้าขยายขีดความสามารถของ Virtual Card เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวและรองรับการขยายการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น พร้อมช่วยให้พันธมิตรของเราสามารถนำ Virtual Card ไปใช้งานและขยายการใช้งานได้ง่ายขึ้น ด้วยมาตรฐานด้านความปลอดภัย การควบคุม และความสม่ำเสมอที่สูงยิ่งขึ้น”
 
“ผลการวิเคราะห์ของ Kaiser พบว่าผู้ให้บริการ Virtual Card ในปัจจุบันแข่งขันกันมากขึ้นด้วยศักยภาพในการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมของแพลตฟอร์ม ความสามารถในการกำหนดเงื่อนไขการใช้งานที่ยืดหยุ่น การเชื่อมต่อกับระบบ ERP และแนวทางการติดตั้งใช้งานที่ช่วยลดความซับซ้อนสำหรับทั้งผู้ออกบัตรและองค์กรธุรกิจ” สเปนเซอร์ ดันแฮม รองประธานฝ่ายบริการทางการเงินและการชำระเงินของ Kaiser Associates กล่าว “ด้วยเหตุนี้ ความสามารถของ Mastercard In Control และ Commercial Connect API จึงช่วยให้ธนาคารมีรากฐานด้านเทคโนโลยีที่แตกต่างและแข็งแกร่งสำหรับการขยายโปรแกรม Virtual Card พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการใช้งานและลดความซับซ้อนในการเชื่อมต่อระบบ”
 
ลดความเสี่ยงและยกระดับการควบคุมตลอดทุกขั้นตอนของกระบวนการชำระเงิน
ในขณะที่การใช้ Virtual Card ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในหลากหลายอุตสาหกรรมและภูมิภาคทั่วโลก มาสเตอร์การ์ดยังคงเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยในทุกขั้นตอนของการทำธุรกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลของมาสเตอร์การ์ดระบุว่า อัตราการฉ้อโกงของ Virtual Card มีน้อยกว่าหนึ่งในห้าเมื่อเทียบกับบัตรทั่วไป และอัตราดังกล่าวยิ่งต่ำลงอีกเมื่อ Virtual Card นั้นออกผ่านโซลูชัน Mastercard In Control
 
มาสเตอร์การ์ดต่อยอดความสามารถด้านการควบคุมด้วยโซลูชั่นใหม่ 2 รายการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมตลอดวงจรการใช้งานของ Virtual Card ได้แก่

* Issuer Enforced Controls ซึ่งเป็นคุณสมบัติใหม่ ช่วยให้ผู้ออกบัตรสามารถกำหนดเงื่อนไขการควบคุมพื้นฐานได้ตั้งแต่ขั้นตอนการสร้างหมายเลข Virtual Card โดยสามารถกำหนดกรอบการใช้งาน เช่น วงเงินใช้จ่าย วงเงินสูงสุดต่อธุรกรรม และระยะเวลาการใช้งานของบัตร เพื่อให้มั่นใจว่ามีมาตรการควบคุมที่สอดคล้องกับข้อกำหนดตั้งแต่เริ่มต้น พร้อมช่วยลดความเสี่ยงจากการฉ้อโกงในโปรแกรม Virtual Card

* Clearing Controls ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา และได้รับการพัฒนาความสามารถเพิ่มเติมในปีนี้ ช่วยขยายการตรวจสอบและควบคุมธุรกรรมจากขั้นตอนการอนุมัติรายการไปจนถึงขั้นตอนการเคลียร์ริ่ง โดยความสามารถใหม่นี้ช่วยให้องค์กรธุรกิตและผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสามารถปฏิเสธธุรกรรมที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข กำหนดมาตรการควบคุมได้อย่างละเอียดยิ่งขึ้น และบริหารจัดการช่วงเวลาการชำระเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมรองรับการบริหารนโยบายการควบคุมจากศูนย์กลางเมื่อมีการขยายการใช้งานโปรแกรม Virtual Card
 
ปัจจุบัน Citi ได้เริ่มใช้งานทั้ง Issuer Enforced Controls และ Clearing Controls แล้ว และคาดว่าจะเป็นผู้ออกบัตรรายแรกที่นำความสามารถใหม่ของ VCN เไปให้บริการในระดับโลกภายในปีนี้

ความสามารถทั้งหมดนี้ทำงานบนพื้นฐานของระบบรักษาความปลอดภัยระดับเครือข่ายของมาสเตอร์การ์ด ร่วมกับเทคโนโลยีโทเคนไนเซชัน (Tokenization) และระบบตรวจจับการฉ้อโกง พร้อมเสริมด้วยโซลูชันด้านปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับองค์กร เพื่อมอบการปกป้องธุรกรรมแบบครบวงจรที่แข็งแกร่งในทุกขั้นตอนของการทำธุรกรรม
 
ยกระดับเสถียรภาพระดับองค์กรสำหรับธุรกรรมอีคอมเมิร์ซ

ด้วย Mastercard In Control ธุรกรรมอีคอมเมิร์ซจะได้รับการสนับสนุนแบบเรียลไทม์บนแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาให้มีความพร้อมใช้งานตลอดเวลา ทำงานได้อย่างรวดเร็ว และมีเสถียรภาพสูง แพลตฟอร์มดังกล่าวช่วยมอบประสบการณ์การชำระเงินที่ราบรื่น ปลอดภัย และเชื่อถือได้ เพื่อรองรับธุรกรรมอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ