Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (ล่าสุดที่พุ่งแตะระดับเกินกว่า 4.0 แสนคนอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567) หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่ากว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ (อายุ 20-24 ปี) หรือคิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน --- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.8%YoY สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และคาดว่าจะเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ... ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 1.8% ในปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 4 เงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวจากช่วง 9 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ***  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

SCBX และ SCB ผลักดันกรุงเทพฯ สู่เวทีเสวนาด้านกรีนไฟแนนซ์ระดับเอเชีย

SCBX และ SCB ผลักดันกรุงเทพฯ สู่เวทีเสวนาด้านกรีนไฟแนนซ์ระดับเอเชีย
52
เขียนโดย intrend online 2026-10-15

Side event คู่ขนานการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings โดย ดร. หม่า จุน ชี้บทบาทของ taxonomy การพัฒนาศักยภาพ เทคโนโลยี และความร่วมมือ ในฐานะกลไกขับเคลื่อนการเงินเพื่อความยั่งยืน

กรุงเทพฯ, 15 ตุลาคม 2569 – กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ นำโดย บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) และ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดงาน “Innovation and Trends in Sustainable Finance in Asia” เวทีเสวนาเชิงยุทธศาสตร์กับ ดร. หม่า จุน ผู้ก่อตั้งและประธาน Institute of Finance and Sustainability (IFS) ณ อาคารธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย งานดังกล่าวจัดขึ้นในฐานะ side event คู่ขนานการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ เพื่อสะท้อนบทบาทของประเทศไทยในฐานะเวทีสำคัญระดับภูมิภาคด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน โดยมีผู้นำจากภาคการเงิน ภาคธุรกิจ และภาคนโยบายร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทของกรีนไฟแนนซ์ในการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 


วางความยั่งยืนเป็นหัวใจของบทบาทผู้นำทางการเงิน

ในการกล่าวเปิดงาน ดร. วิรไท สันติประภพ ประธานกรรมการความยั่งยืน SCBX วางกรอบการเสวนาครั้งนี้ผ่านสามแนวคิดสำคัญ ได้แก่ stewardship หรือการทำหน้าที่อย่างรับผิดชอบ resilience หรือความสามารถในการรับมือและปรับตัว และ partnership หรือความร่วมมือ พร้อมเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นความท้าทายด้านการพัฒนาเศรษฐกิจที่กำลังส่งผลต่อความเสี่ยง การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันในปัจจุบัน สำหรับ SCBX และ SCB ความยั่งยืนคือยุทธศาสตร์ทางธุรกิจที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกันต่อทั้งลูกค้า สภาพภูมิอากาศ และสังคม โดย SCB ได้สนับสนุนวงเงินทางการเงินเพื่อความยั่งยืนแล้วเกือบ 300,000 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2566 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 ทำให้เป็นผู้ให้บริการด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และตั้งเป้าขยายเป็นอย่างน้อย 500,000 ล้านบาทภายในปี 2573 สะท้อนความมุ่งมั่นของกลุ่มในการสนับสนุนความสามารถในการปรับตัวและการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของประเทศไทยในระยะยาว

“ความยั่งยืนต้องถูกผนวกเข้ากับบทบาทของภาคการเงินในการสนับสนุนเศรษฐกิจจริง” ดร. วิรไท กล่าว “เมื่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ สถาบันการเงินจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยลูกค้าเปลี่ยนผ่าน ปรับตัว และสร้างความยืดหยุ่นในระยะยาว สำหรับ SCBX และ SCB กรีนไฟแนนซ์ไม่ใช่เพียงการสนับสนุนโครงการที่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม แต่คือการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของธุรกิจ ชุมชน และเศรษฐกิจโดยรวมไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น”

บทเรียนระดับโลกในการขยายผลกรีนไฟแนนซ์

 


ดร. หม่า จุน อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Research Bureau ธนาคารกลางจีน และหนึ่งในผู้วางรากฐานสำคัญของกรีนไฟแนนซ์ระดับโลก ได้แบ่งปันบทเรียนจากประสบการณ์ระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนความมุ่งมั่นเชิงนโยบายให้เกิดผลในตลาดจริง โดยอ้างอิงบทบาทของเขาในการร่วมจัดทำแนวนโยบายกรีนไฟแนนซ์ของจีน และการสร้างฉันทามติระดับโลกผ่านเวที G20 ดร. หม่า ระบุว่า กรีนไฟแนนซ์ที่มีประสิทธิผลต้องอาศัยมากกว่าความตั้งใจเชิงนโยบาย หากแต่ต้องมี taxonomy ที่น่าเชื่อถือ การขับเคลื่อนนโยบายอย่างประสานสอดคล้อง การเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่มีนวัตกรรม และแรงจูงใจที่ทำให้การลงทุนสีเขียวมีความน่าสนใจในเชิงพาณิชย์

การประสานงานทั้งระบบภาครัฐเป็นปัจจัยจำเป็น ดร. หม่า ระบุว่า กรีนไฟแนนซ์ไม่สามารถขับเคลื่อนได้โดยธนาคารกลาง หน่วยงานกำกับดูแล หรือสถาบันการเงินเพียงฝ่ายเดียว หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือของผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม หน่วยงานกำกับตลาด และภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การเงิน เทคโนโลยี การวัดผลด้านสิ่งแวดล้อม และนโยบายอุตสาหกรรมเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ประสบการณ์ของจีนสะท้อนว่าการประสานงานระดับสูงสามารถเปลี่ยนกรีนไฟแนนซ์จากแนวคิดเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริงในตลาด ขณะที่มาตรการสนับสนุนเฉพาะด้าน เช่น แรงจูงใจสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ มีส่วนช่วยเร่งอุปสงค์และลดอุปสรรคในระยะเริ่มต้นของตลาด

มาตรฐานที่ชัดเจนและเชื่อมโยงกันช่วยลดต้นทุนเงินทุน ดร. หม่า เน้นว่า taxonomy เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกัน greenwashing และช่วยให้ธนาคาร นักลงทุน และภาคธุรกิจมีภาษากลางในการนิยามกิจกรรมสีเขียว taxonomy ที่ชัดเจนตามเกณฑ์สามารถลดต้นทุนการตรวจสอบ เพิ่มความเชื่อมั่นของตลาด และสนับสนุนการขยายตัวของสินเชื่อสีเขียวและตราสารหนี้สีเขียว ขณะเดียวกัน การทำให้ taxonomy ของแต่ละเขตอำนาจเชื่อมโยงกันได้มากขึ้นยังช่วยอำนวยความสะดวกต่อการไหลเวียนของเงินทุนข้ามพรมแดน เขายกตัวอย่างการพัฒนา common taxonomy ระหว่างจีนและสหภาพยุโรป ซึ่งต่อมาขยายความร่วมมือกับสิงคโปร์ ว่าเป็นแนวทางที่ช่วยลดการติดฉลากซ้ำซ้อน ดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ และลดต้นทุนการระดมทุน สำหรับอาเซียน การเชื่อมโยง taxonomy ระหว่างกันจะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาตลาดการเงินเพื่อความยั่งยืนของภูมิภาคให้ลึกและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

การพัฒนาศักยภาพคือคอขวดสำคัญ นอกเหนือจากกรอบนโยบาย ดร. หม่า เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างขีดความสามารถตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางการเงิน กรีนไฟแนนซ์ไม่สามารถขับเคลื่อนได้จากระดับคณะกรรมการหรือผู้บริหารเท่านั้น แต่ผู้จัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (RM) เจ้าหน้าที่สินเชื่อ ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทีมบริหารความเสี่ยง และลูกค้าเองต้องเข้าใจว่ากรีนไฟแนนซ์ทำงานอย่างไร และสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร เขายกตัวอย่าง China Industrial Bank ซึ่งขยายการฝึกอบรมด้านกรีนไฟแนนซ์จากทีมผู้เชี่ยวชาญไปสู่พนักงานประมาณ 10,000 คน ในฐานะต้นแบบของการเปลี่ยนผ่านระดับองค์กร พร้อมกล่าวถึง Capacity-building Alliance of Sustainable Investment (CASI) ซึ่งพัฒนาหลักสูตรอบรมกว่า 100 โมดูล และฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกแล้วกว่า 10,000 คน ในฐานะแพลตฟอร์มที่สามารถสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพในประเทศไทยและภูมิภาคได้

เทคโนโลยีคือกุญแจสำคัญในการปิดช่องว่างด้านความพร้อมต่อการระดมทุน ดร. หม่า ชี้ให้เห็นว่านวัตกรรม เช่น โซลูชันผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถขยายผลเชิงพาณิชย์ได้เมื่อได้รับการสนับสนุนจากเงินทุน เทคโนโลยี และการจัดโครงสร้างโครงการที่เหมาะสม เพื่อตอบโจทย์การขาดแคลนโครงการสีเขียวที่มีความพร้อมต่อการระดมทุนในตลาดกำลังพัฒนา เขาได้ริเริ่ม Green Accelerator ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มไม่แสวงหากำไรที่ผสานเงินทุนเพื่อการกุศล เทคโนโลยีสีเขียวที่มีต้นทุนเข้าถึงได้ และพันธมิตรด้านการเงิน เพื่อเปลี่ยนโอกาสระยะเริ่มต้นให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ สำหรับประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเด็นนี้สะท้อนโอกาสในการใช้การเงินและเทคโนโลยีเพื่อปลดล็อกโครงการสีเขียวที่ช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่น เพิ่มผลิตภาพ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

ดึง SMEs เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสีเขียว

ดร. หม่า ยังกล่าวถึงหนึ่งในวาระสำคัญของกรีนไฟแนนซ์ที่ต้องเร่งขับเคลื่อน คือการขยายการเข้าถึงไปยังธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แม้โครงการขนาดใหญ่และองค์กรขนาดใหญ่จำนวนมากจะได้รับประโยชน์จากสินเชื่อสีเขียวแล้ว แต่ SMEs จำนวนมากยังอยู่นอกระบบ ทั้งที่มีบทบาทสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานและเศรษฐกิจจริง เขาชี้ว่า green supply chain finance การถ่ายทอดองค์ความรู้ การค้ำประกัน และเงินทุนต้นทุนต่ำจากแหล่งพิเศษ เป็นเครื่องมือเชิงปฏิบัติที่ช่วยให้ SMEs สามารถนำโซลูชัน เช่น โซลาร์รูฟท็อป การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน และเทคโนโลยี waste-to-energy มาใช้ได้ สำหรับประเทศไทย การดึง SMEs เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสีเขียวจะเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวที่ทั่วถึง แข่งขันได้ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

จากเวทีเสวนาสู่การลงมือปฏิบัติ

 


ในช่วงกล่าวปิดงาน นายประสัณห์ เชื้อพานิช รองประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร SCBX ได้เชื่อมโยงสาระสำคัญของการเสวนากลับไปยังสามแนวคิดที่กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นงาน ได้แก่ stewardship, resilience และ partnership โดยระบุว่าการเสวนาครั้งนี้ทำให้แต่ละแนวคิดมีความหมายเชิงปฏิบัติอย่างชัดเจน stewardship เริ่มต้นจากความชัดเจนผ่านมาตรฐานที่น่าเชื่อถือและกติกาตลาด resilience ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนความมุ่งมั่นด้านการเปลี่ยนผ่านให้เป็นโครงการที่มีความพร้อมทางการเงิน และ partnership ต้องอาศัยเทคโนโลยี เงินทุน และความเชี่ยวชาญที่ทำงานร่วมกันเป็นระบบนิเวศเดียว

นายประสัณห์ ยืนยันความพร้อมของกลุ่ม SCBX ในการร่วมมือกับ ดร. หม่า จุน Institute of Finance and Sustainability ตลอดจนเครือข่ายลูกค้า หน่วยงานกำกับดูแล นักลงทุน และสถาบันต่างๆ ของไทย เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้จากเวทีเสวนาให้เป็นการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมกล่าวว่าอาคารธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อย ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญในการให้บริการเศรษฐกิจไทยในยุคเริ่มต้นของระบบธนาคารพาณิชย์ ได้กลายเป็นเวทีที่มีความหมายในการหารือว่าภาคการเงินจะมีส่วนช่วยกำหนดเศรษฐกิจของคนรุ่นต่อไปได้อย่างไร งานครั้งนี้จึงปิดท้ายด้วยการเรียกร้องให้เกิดความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมกันสร้างประเทศไทยที่มีความยืดหยุ่น แข่งขันได้ และยั่งยืนยิ่งขึ้นสำหรับคนรุ่นต่อไป

“เวทีเสวนาในคืนนี้ตอกย้ำความเชื่อของเราว่า การเงินเพื่อความยั่งยืนสามารถเป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตบทใหม่ของประเทศไทย” นายประสัณห์ กล่าว “ด้วยการผสานมาตรฐานที่ชัดเจน ขีดความสามารถที่แข็งแกร่งขึ้น นวัตกรรม และความร่วมมือ เราจะสามารถก้าวจากแนวคิดสู่การปฏิบัติ และเปลี่ยนกรีนไฟแนนซ์ให้เป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อภาคธุรกิจ สังคม และคนรุ่นต่อไป”