Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (ล่าสุดที่พุ่งแตะระดับเกินกว่า 4.0 แสนคนอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567) หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่ากว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ (อายุ 20-24 ปี) หรือคิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน --- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.8%YoY สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และคาดว่าจะเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ... ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 1.8% ในปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 4 เงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวจากช่วง 9 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ***  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

ทีทีบี เตรียมเสนอขายตราสารด้อยสิทธิ วันที่ 17-23 พฤศจิกายน นี้

ทีทีบี เตรียมเสนอขายตราสารด้อยสิทธิ วันที่ 17-23 พฤศจิกายน นี้
35
เขียนโดย intrend online 2026-10-27

กรุงเทพฯ, 27 ตุลาคม 2569 – ทีทีบี เตรียมเสนอขายตราสารด้อยสิทธิไม่มีหลักประกัน และมีคุณสมบัติรองรับผลขาดทุนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับตราสารด้อยสิทธิเพื่อนับเป็นเงินกองทุนประเภทที่ 2 ครั้งที่ 1/2569 แก่ผู้ลงทุนรายใหญ่และสถาบัน (HNW&II) ทั้งประเภทบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยเป็นตราสารด้อยสิทธิระยะยาว อายุ 10 ปี 3 เดือน ประมาณการอัตราดอกเบี้ยระหว่าง [2.60% – 2.80%] ต่อปี และรับดอกเบี้ยคงที่ทุก 3 เดือนตลอดอายุตราสาร โดยเปิดให้จองซื้อและชำระเงินระหว่างวันที่ 17-23 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการบริหารพอร์ตระยะยาว พร้อมโอกาสสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ โดยการเสนอขายครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารเงินกองทุนของธนาคารภายใต้หลักเกณฑ์ Basel III

นางสาวสมคิด ปรีชาสัมมกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน ทีทีบี กล่าวว่า “ปัจจุบันผู้ลงทุนให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงและการจัดสรรพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงทรงตัว ผู้ลงทุนมองหาการลงทุนที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ ตราสารด้อยสิทธิของทีทีบีจึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ลงทุนรายใหญ่และสถาบัน (HNW & II) ที่ต้องการกระจายการลงทุน พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ยตามเงื่อนไขของตราสาร เพื่อช่วยสร้างความสมดุลให้พอร์ตและสนับสนุนการวางแผนการเงินในระยะยาว ทั้งนี้ควรพิจารณาการจัดสรรพอร์ตให้เหมาะสมกับเป้าหมาย ผลตอบแทนที่คาดหวัง และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยอยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจในลักษณะ ผลตอบแทน และความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์อย่างรอบด้าน”

จุดแข็งของ ทีทีบี ที่อยู่เบื้องหลังการเสนอขายครั้งนี้

ปัจจุบัน ทีทีบีดำเนินธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมมีระบบบริหารความเสี่ยง การบริหารเงินกองทุน และการกำกับดูแลกิจการตามมาตรฐานของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ โดยสามารถบริหารโครงสร้างเงินกองทุนให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ Basel III ได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางการเงินและแนวทางการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบในระยะยาว

ความแข็งแกร่งดังกล่าวสะท้อนผ่านการได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือองค์กรที่ระดับ AA+(tha) ขณะที่ตราสารด้อยสิทธิชุดนี้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A(tha) แนวโน้มอันดับเครดิต “เสถียรภาพ” จากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2569 ซึ่งสะท้อนฐานะทางการเงินที่มั่นคง ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ และศักยภาพในการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ทีทีบียังดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) โดยให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างมีความรับผิดชอบ และการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กับการสร้างคุณค่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มในระยะยาว

ทำไม ทีทีบี จึงเสนอขายตราสาร Tier 2 ครั้งนี้

การเสนอขายตราสารในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารเงินกองทุนระยะยาวของธนาคาร เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของฐานเงินกองทุนให้สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจและการกำกับดูแลตามมาตรฐานสากล โดยเงินกองทุนถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงและความสามารถในการรองรับความเสี่ยงของระบบธนาคารในระยะยาว

ตราสารดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่มตราสารเงินกองทุนประเภทที่ 2 (Tier 2 Capital Instruments) ของธนาคารพาณิชย์ ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทด้อยสิทธิ ไม่มีประกันและไม่มีผู้ค้ำประกัน มีผู้แทนผู้ถือตราสาร อายุ 10 ปี 3 เดือน ครบกำหนดไถ่ถอนในปี พ.ศ. 2580 โดยธนาคารมีสิทธิขอไถ่ถอนก่อนครบกำหนดภายหลังครบ 5 ปี 3 เดือนนับจากวันออกตราสาร ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อกำหนดสิทธิ

หลายคนอาจเข้าใจว่าการออกตราสารหนี้เป็นการระดมทุนเพื่อแก้ปัญหาทางการเงิน แต่สำหรับธนาคารพาณิชย์ การออก Tier 2 มักเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารเงินกองทุนล่วงหน้า เพื่อรักษาระดับความเพียงพอของเงินกองทุนให้สอดคล้องกับการเติบโตของธุรกิจและข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทีทีบีเป็นหนึ่งในธนาคารที่มีโครงสร้างเงินกองทุนที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569* มีเงินกองทุนชั้นที่ 1 จำนวน 186,245 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนร้อยละ 16.8 สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ที่ร้อยละ 9.5 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่เงินกองทุนชั้นที่ 2 มีจำนวน 22,184 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนเงินกองทุนร้อยละ 2.0 ดังนั้น การออกตราสารครั้งใหม่จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาสภาพคล่อง แต่เป็นการบริหารเงินกองทุนให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับแผนธุรกิจในระยะยาว

แล้วทำไม ทีทีบี จึงมีแผนไถ่ถอนตราสารเมื่อครบ 5 ปี 3 เดือน?

อีกหนึ่งคำถามที่นักลงทุนมักสงสัยคือ หากตราสารมีอายุยาวถึง 10 ปี แล้วเหตุใดธนาคารจึงมีสิทธิไถ่ถอนก่อนครบกำหนดเมื่อพ้น 5 ปี 3 เดือน คำตอบอยู่ที่หลักเกณฑ์การนับเงินกองทุนภายใต้ Basel III แม้ตราสาร Tier 2 จะมีอายุยาว แต่เมื่ออายุตราสารเหลือน้อยกว่า 5 ปี มูลค่าของตราสารที่สามารถนับเป็นเงินกองทุนของธนาคารจะทยอยลดลงตามหลักเกณฑ์ของหน่วยงานกำกับดูแล โดยจะลดลงปีละ 20% จนกระทั่งไม่สามารถนับเป็นเงินกองทุนได้เมื่อใกล้วันครบกำหนดไถ่ถอน กล่าวคือ แม้ตราสารเดิมยังคงมีอยู่ แต่ประโยชน์ในการเป็นฐานเงินกองทุนของธนาคารจะค่อย ๆ ลดลงตามระยะเวลาที่เหลืออยู่

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกจึงมักออกตราสารชุดใหม่เพื่อทดแทน และพิจารณาใช้สิทธิไถ่ถอนตราสารเดิมเมื่อได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อให้สามารถบริหารโครงสร้างเงินกองทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ Basel III อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การที่ทีทีบีมีสิทธิไถ่ถอนตราสารเมื่อพ้น 5 ปี 3 เดือน จึงไม่ใช่สัญญาณของปัญหาทางการเงิน แต่เป็นกลไกปกติในการบริหารเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์ โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาความแข็งแกร่งของฐานเงินกองทุน ควบคู่กับการบริหารต้นทุนทางการเงินในระยะยาว

จุดเด่นของตราสารด้อยสิทธิเพื่อนับเป็นเงินกองทุนของ ทีทีบี

· อัตราดอกเบี้ยโดยประมาณ [2.60% – 2.80%] ต่อปี และรับดอกเบี้ยคงที่ทุก 3 เดือนตลอดอายุตราสาร ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยสุดท้ายจะกำหนดภายหลัง

· อายุตราสาร 10 ปี 3 เดือน โดยธนาคารมีสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนดเมื่อตราสารอายุพ้น 5 ปี 3 เดือน ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด

· ตราสารได้รับอันดับความน่าเชื่อถือ A(tha) และธนาคารได้รับอันดับเครดิตองค์กร AA+(tha) แนวโน้ม “เสถียรภาพ”

· ผู้ออกตราสารมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง อัตราเงินกองทุนรวม ร้อยละ 18.8 สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569*

· เป็นทางเลือกกระจายการลงทุนระยะยาว เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการเพิ่มความหลากหลายให้กับพอร์ตการลงทุน

การเตรียมความพร้อมก่อนลงทุนด้วยการยืนยันสถานะ HNW

หลายท่านอาจมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ผู้ลงทุนรายใหญ่อยู่แล้ว แต่ยังไม่เคยดำเนินการ Verify หรือ Declare HNW ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนบางประเภทได้ การยืนยันสถานะ HNW ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะการลงทุนตราสารด้อยสิทธิของทีทีบีครั้งนี้เท่านั้น แต่ยังเป็น “กุญแจสำคัญ” ที่ช่วยเปิดโอกาสให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เสนอขายเฉพาะผู้ลงทุนรายใหญ่และสถาบัน (HNW&II) ในอนาคตอีกด้วย

คุณสมบัติผู้ลงทุนรายใหญ่ (HNW)

สำหรับบุคคลธรรมดา ต้องมีคุณสมบัติ 2 ประการ ได้แก่

ประการที่ (1) คุณสมบัติด้านฐานะการเงินอย่างน้อย 1 ข้อ และ

ประการที่ (2) คุณสมบัติด้านความรู้หรือประสบการณ์อย่างน้อย 1 ข้อ

คุณสมบัติด้านฐานะการเงิน

· สินทรัพย์สุทธิไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท หรือ

· รายได้ต่อปีไม่น้อยกว่า 3 ล้านบาท หรือ

· มีเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 8 ล้านบาท หรือ

· มีเงินลงทุนรวมกับเงินฝากไม่น้อยกว่า 15 ล้านบาท

คุณสมบัติด้านความรู้หรือประสบการณ์

· มีประสบการณ์ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเป็นประจำและต่อเนื่อง

· มีประสบการณ์ทำงานด้านการเงินหรือการลงทุน

· มีใบอนุญาตหรือคุณวุฒิด้านการลงทุน เช่น CFA, CFP, CISA หรือ CAIA

· มีความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีความซับซ้อน

หากมีคุณสมบัติครบตามเกณฑ์ สามารถติดต่อที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุนส่วนบุคคลเพื่อยื่นเอกสารยืนยันสถานะได้ โดยการรับรองสถานะผู้ลงทุนรายใหญ่ไม่เพียงช่วยให้สามารถลงทุนในตราสารด้อยสิทธิครั้งนี้ได้ แต่ยังเปิดโอกาสให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนสำหรับผู้ลงทุนรายใหญ่ในอนาคต อาทิ หุ้นกู้เอกชน หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง Structured Note และผลิตภัณฑ์การลงทุนทางเลือกอื่น ๆ ตามเกณฑ์ที่กำหนด

การจองซื้อและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

ผู้สนใจลงทุนควรตรวจสอบคุณสมบัติและแจ้งรับรองสถานะผู้ลงทุนรายใหญ่ (HNW) ล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมในการลงทุนก่อนวันเสนอขายตราสารด้อยสิทธิ

สำหรับลูกค้าที่สนใจลงทุน ติดต่อเพื่อแสดงความจำนงจองซื้อตราสารด้อยสิทธิและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ทีทีบี ทุกสาขา หรือที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุนของท่าน หรือ Investment Line โทร. 1428 กด #4 (วันจันทร์–ศุกร์ เวลา 09:00-17:30 น. ยกเว้นวันหยุดธนาคาร)

รายละเอียดเพิ่มเติม https://www.ttbbank.com/link/pr/subdebt