Breaking News

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุภาพรวมการว่างงานในช่วงไตรมาส 2 ปี 2569 ไทยมีจำนวนผู้ว่างงานอยู่ที่ 4.01 แสนคน หรือเพิ่มขึ้น 10% YoY และถือเป็นตัวเลขที่สูงสุดในรอบ 7 ไตรมาส (ล่าสุดที่พุ่งแตะระดับเกินกว่า 4.0 แสนคนอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2567) หากแบ่งตามช่วงอายุของผู้ว่างงาน พบว่ากว่า 44% ของผู้ว่างงานทั้งหมดอยู่ในกลุ่มเด็กจบใหม่ (อายุ 20-24 ปี) หรือคิดเป็นจำนวนราว 1.74 แสนคน --- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยเงินเฟ้อไทยในเดือนก.ย. 69 เพิ่มขึ้น 2.8%YoY สูงที่สุดในรอบ 5 เดือน และคาดว่าจะเร่งขึ้นในไตรมาสที่ 4 ... ยังคงประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยอยู่ที่ 1.8% ในปี 2569 โดยในไตรมาสที่ 4 เงินเฟ้อคาดว่าจะเร่งตัวจากช่วง 9 เดือนแรกของปีที่เพิ่มขึ้น 1.5%YoY จากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ***  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเศรษฐกิจไทย ในปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทย คาดชะลอลงสู่ 2.3% โดยมีแนวโน้มที่จะเร่งตัวชั่วคราวในช่วงไตรมาส 3 และ 4 จากการทยอยส่งผ่านต้นทุน ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกและนำเข้าของไทยปี 2569 เป็น 14% และ 27% ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มจะขาดดุลการค้า (ระบบศุลกากร) สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะสูงกว่าประมาณการเดิมในปี 2569 แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนหน้า  SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 1.7% จากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/2569 ที่ขยายตัวสูง และมีแรงพยุงจากมาตรการภาครัฐ อย่างไรก็ดี การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวในบางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี สะท้อนภาพการฟื้นตัวยังมีความเปราะบาง ขณะที่ความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากขึ้น *** กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี หลังสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ และนโยบายการคลังมีบทบาทช่วยประคองเศรษฐกิจมากขึ้น  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินเบื้องต้นปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.2% จาก 1.9% ก่อนเกิดสงคราม จากกำลังซื้อที่อ่อนแอลงและภาคการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว อัตราเงินเฟ้อของไทยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.4% ในปี 2569 จากราคาเชื้อเพลิง ค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่สูงขึ้น การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด แต่การนำเข้าก็เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน ทำให้ผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มาก  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือนมี.ค. 2569 อยู่ที่ -0.08%YoY ติดลบในอัตราที่ชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ติดลบที่ -0.88%YoY จากดัชนีราคาพลังงานยังปรับลดลงที่ -2.8%YoY สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้สินค้าบางรายการปรับสูงขึ้น *** มองปี 2569 อัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 3.4% จากเดิมที่คาดว่าจะเป็นบวกราว 0.4% โดยจะเริ่มเห็นการพลิกกับมาเป็นบวกในเดือนเม.ย. จากราคาพลังงานในประเทศยังมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ราคาสินค้าโดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูป และบริการขนส่งได้รับผลกระทบต่อเนื่อง จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่สูงขึ้น  SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย *** Krungthai COMPASS เผยมูลค่าส่งออกเดือน ม.ค. 2569 เติบโต 24.4%YoY เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ 16.8%YoY จากการส่งออกทองคำที่เติบโตสูงถึง 123.8%YoY ผนวกกับกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ที่ขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ ประเมินว่าแม้การส่งออกเดือน ม.ค.69 จะขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปื แต่ภาพรวมการส่งออกในปี 2569 ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตาม คือ มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และแนวโน้มการลงทุนของกลุ่ม Technology  ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย การส่งออกไทยเดือนธ.ค. 2568 ขยายตัวอยู่ที่ 16.8%YoY โดยมีปัจจัยหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวเร่งขึ้นและการส่งออกทองคำที่ขยายตัวสูง และส่งผลให้ทั้งปี 2568 มูลค่าการส่งออกไทยอยู่ที่ 339,635 ล้านดอลลาร์ฯ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 12.9% *** คาด ปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังคงประมาณการภาพรวมการส่งออกไทยอยู่ที่ -1.2% แต่มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การส่งออกจะกลับมาขยายตัวได้ เนื่องจากเห็นสัญญาณการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังขยายตัวได้ดีตามความต้องการของ AI และ data center  SCB EIC เผยแนวโน้มท่องเที่ยวไทยดีขึ้น จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทย โดยในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ราว 34.1 ล้านคนฟื้นตัวขึ้นมาเล็กน้อยจากปี 2568 ที่มีแนวโน้มอยู่ที่ราว 32.9 ล้านคน **** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยส่งออกไทยเดือนพ.ย. 68 ขยายตัวเร่งขึ้นที่ 7.1%YoY ทั้งปี 2568 ปรับคาดการณ์ส่งออกขึ้นเป็น 12.0% จาก 11.0% มูลค่าการส่งออกไทยเดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ 27,446 ล้านดอลลาร์ฯ ขยายตัวอยู่ที่ 7.1%YoY เร่งขึ้นจากเดือนต.ค.ที่ขยายตัว 5.7%YoY สะท้อนผลกระทบจากมาตการภาษีสหรัฐฯ ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ....สำหรับปี 2569 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าการส่งออกไทยมีความเสี่ยงหดตัว -1.2% โดยแรงกดดันหลักยังมาจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มขยายขอบเขตสินค้าที่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้มาตรา 232 ประกอบกับแนวโน้มการค้าโลกที่คาดว่าจะชะลอลง โดยองค์การการค้าโลก (WTO) คาดการณ์ ว่าจะขยายตัวได้เพียง 0.5% ลดลงจาก 2.4% ในปีก่อนหน้า

ธ.ก.ส. ครบรอบ 60 ปี พร้อมเคียงข้างเกษตรกรไทย ขับเคลื่อนภาคเกษตรสู่ความยั่งยืน

ธ.ก.ส. ครบรอบ 60 ปี พร้อมเคียงข้างเกษตรกรไทย ขับเคลื่อนภาคเกษตรสู่ความยั่งยืน
28
เขียนโดย intrend online 2026-11-04

ธ.ก.ส. ครบรอบ 60 ปีแห่งการสถาปนา เดินหน้าพัฒนาชนบทอย่างยั่งยืน ด้วยเจตนารมณ์ตามพันธกิจในการเป็นมากกว่าธนาคาร ที่พร้อมอยู่เคียงข้างเกษตรกรและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศตามแนวทาง “แกนกลางการเกษตร (Essence of Agriculture)” ที่มุ่งยกระดับเกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตร ทั้งด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ผ่านการแปรรูปและการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การเชื่อมโยงตลาดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ การบริหารจัดการอย่างครบวงจร และการสนับสนุนเงินทุนอย่างเหมาะสม เพื่อยกระดับภาคเกษตรไทยไปสู่ตลาดสากล

 


นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบวันสถาปนา ธ.ก.ส. วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 นับเป็นวาระสำคัญที่ ธ.ก.ส. ได้ดำเนินภารกิจเคียงข้างเกษตรกรไทยมาอย่างยาวนานถึง 60 ปี ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเงินทุนและพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ จากจุดเริ่มต้นของการเป็นแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร สู่การขยายบทบาทในการส่งเสริมอาชีพ สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลผลิต เชื่อมโยงตลาด และพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างครบวงจร โดยตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ธ.ก.ส.  
ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงานให้สอดรับกับบริบททางเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละช่วงเวลา ภายใต้เจตนารมณ์ของการเป็น “มากกว่าธนาคาร” ที่พร้อมอยู่เคียงข้างเกษตรกรและชุมชน เพื่อมุ่งสู่การเป็น “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน”


ย้อนรอยเส้นทาง 6 ทศวรรษ ธ.ก.ส. ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน
 

* ทศวรรษที่ 1 (พ.ศ. 2509 – 2519) บุกเบิกสินเชื่อเกษตร แก้ปัญหาหนี้นอกระบบ

ธ.ก.ส. สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2509 โดยรับโอนกิจการจากธนาคารเพื่อการสหกรณ์ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร ลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ โดยมีนายจำเนียร สาระนาค เป็นผู้จัดการคนแรกและผู้วางรากฐานสินเชื่อเพื่อการเกษตร สำนักงานใหญ่แห่งแรก ตั้งอยู่เลขที่ 1 อาคาร ค ใกล้สี่แยก
คอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และเปิดให้บริการในส่วนภูมิภาค 5 สาขา ได้แก่ เชียงราย เพชรบูรณ์ พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี และอุดรธานี ก่อนขยายการดำเนินงานเพื่อรองรับเกษตรกร
ทั่วประเทศ

* ทศวรรษที่ 2 (พ.ศ. 2520 – 2529) พัฒนาสินเชื่อแบบบูรณาการ ส่งเสริมการเกษตรหลากหลาย

ธ.ก.ส. พัฒนารูปแบบสินเชื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร ภายใต้แนวคิด “เคียงคู่ รู้ค่า ประชาชน” โดยต่อยอดรากฐานของนายจำเนียร สาระนาค หรือ “อาจารย์จำเนียร” ผู้ได้รับการยกย่องเป็นบิดาสินเชื่อเกษตรของชาว ธ.ก.ส. ผ่านการพัฒนาสินเชื่อค้ำประกันร่วมกลุ่ม สำหรับเกษตรกรที่ไม่มีหลักทรัพย์ 
ค้ำประกัน และขยายจากสินเชื่อระยะสั้นสู่สินเชื่อระยะปานกลางและระยะยาวตามลักษณะการประกอบอาชีพ นอกจากนี้ ยังนำ “สมุดเหลือง” มาใช้บันทึกข้อมูลการกู้ยืมและกำหนดชำระหนี้ ตลอดจนออกหุ้นกู้ครั้งแรกใน ปี 2513 วงเงิน 50 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 9 ต่อปี ครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2519 พร้อมขยายบริการสินเชื่อให้หลากหลาย อาทิ การประกันภัยข้าวโพดและฝ้าย สินเชื่อวัสดุและอุปกรณ์การเกษตร และสินเชื่อโดย
ใช้เงินฝากเป็นหลักประกัน


 

• ทศวรรษที่ 3 (พ.ศ. 2530 – 2539) ส่งเสริมการรวมกลุ่ม เพิ่มอำนาจต่อรอง ขยายตลาด


ธ.ก.ส. ขยายบทบาทจากการสนับสนุนเงินทุนสู่การเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตและการตลาด ด้วยการจัดตั้ง “สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.)” เพื่อให้เกษตรกรรวมกลุ่มจัดซื้อปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ยและเครื่องจักรกลการเกษตรในราคาที่เหมาะสม พร้อมเพิ่มอำนาจต่อรองในการรวบรวมและจำหน่ายผลผลิต รวมถึงเปิดโอกาสให้สมาชิกได้รับเงินปันผลตามผลการดำเนินงาน ขณะเดียวกัน ในปี 2538 ธ.ก.ส. เปิดตัว 
“เงินฝากออมทรัพย์ทวีโชค” ที่ให้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ยควบคู่กับโอกาสลุ้นรับรางวัล ตั้งแต่อุปกรณ์การเกษตรไปจนถึงรถจักรยานยนต์และรถยนต์ แม้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะยุติการให้บริการในเวลาต่อมา แต่ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการส่งเสริมพฤติกรรมการออมเงินของประชาชน

* ทศวรรษที่ 4 (พ.ศ. 2540 – 2549) ส่งเสริมการพึ่งตนเอง สร้างวินัยทางการเงิน

ธ.ก.ส. มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและชุมชนผ่านการบริหารจัดการการเงิน ภายใต้แนวคิด “ทันสมัย ใจลูกทุ่ง มุ่งชนบท” โดยในปี 2548 ดำเนินโครงการ “ครอบครัวเกษตรกรไทย ร่วมใจทำบัญชีครัวเรือน” ส่งเสริมการบันทึกรายรับรายจ่ายเพื่อวางแผนการเงิน ลดรายจ่าย และแก้ไขปัญหาหนี้สิน พร้อมต่อยอดสู่บัญชีชุมชนและกิจกรรมปลูกฝังวินัยทางการเงินแก่เยาวชน อาทิ การสร้างสุดยอดนักบัญชีครัวเรือนและอาสาพาครอบครัวสดใส นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการออมผ่าน “บัตรออมทรัพย์ทวีสิน ทวีรางวัล รับเงินล้าน” มูลค่าหน่วยละ 500 บาท อายุ 3 ปี จับรางวัลทุก 3 เดือน รางวัลสูงสุด 10 ล้านบาท และรับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนด ก่อนพัฒนาต่อยอดสู่ ผลิตภัณฑ์สลากออมทรัพย์ ธ.ก.ส. ชุดต่าง ๆ ในเวลาต่อมา

* ทศวรรษที่ 5 (พ.ศ. 2550 – 2559) ขับเคลื่อนเกษตรกรสู่ Smart Farmer

ธ.ก.ส. ขยายบทบาทการพัฒนาชนบทภายใต้แนวคิด “ให้มากกว่าสินเชื่อ เพื่อพัฒนาชนบท” ในช่วงปี 2552–2558 ก่อนต่อยอดสู่ “เป็นมากกว่าธนาคาร” ในปี 2558 โดยสนับสนุนทั้งเงินทุน องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับเกษตรกรสู่ Smart Farmer ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่การแปรรูป การขนส่ง ไปจนถึงการตลาด ควบคู่กับการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวเพื่อส่งเสริมการผลิตอาหารปลอดภัย (Food Safety) และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยให้เกษตรกรพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม (Value Added) และเข้าถึงตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) ได้มากขึ้น

* ทศวรรษที่ 6 (พ.ศ. 2560–2569) ยกระดับภาคเกษตรสู่ธุรกิจมูลค่าสูงและความยั่งยืน

ธ.ก.ส. มุ่งพัฒนาภาคเกษตรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดยในช่วงปี 2565–2566 ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “ยกระดับชีวิตเกษตรกรไทย สู่สังคมที่ภาคภูมิ” ผ่านแนวทาง Better Life, Better Community และ Better Pride ก่อนต่อยอดสู่ “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” และ “The Way We Are ถ้าคุณได้สัมผัส 
คุณจะรัก ธ.ก.ส.” ในปี 2567 จนถึงปัจจุบัน พร้อมนำแนวทางเศรษฐกิจ BCG Model มาใช้ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนดำเนินโครงการ BAAC Carbon Credit เพื่อส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกและสร้างโอกาสสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตให้แก่เกษตรกร นอกจากนี้ ยังยกระดับทายาทเกษตรกรสู่ Young Smart Farmer เชื่อมโยงเครือข่ายตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ปัจจัยการผลิต 
การพัฒนาคุณภาพและบรรจุภัณฑ์ การแปรรูป จนถึงการตลาด ควบคู่กับการพัฒนาบริการทางการเงินดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน BAAC Mobile เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการเงินให้กับลูกค้า และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยในยุคดิจิทัล

 

นายฉัตรชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ในโอกาสนี้ ธ.ก.ส. ยังคงมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนภารกิจตามวิสัยทัศน์ “ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน” โดยต่อยอดบทบาทในการเป็น “แกนกลางการเกษตร (Essence of Agriculture)” ภายใต้แนวคิด “ลูกค้าแข็งแรง ธนาคารแข็งแรง” ที่พร้อมยกระดับศักยภาพลูกค้าอย่างครบวงจร ทั้งด้านเงินทุน เทคโนโลยีและนวัตกรรม การสร้างมูลค่าเพิ่ม และการตลาด เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการเกษตรสามารถทำการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรให้เติบโตได้อย่างมั่นคงยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนบทบาทการเป็น Market-maker ภายใต้กลยุทธ์ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ผ่าน BAAC Matching แพลตฟอร์มดิจิทัลที่จะเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดตลอดห่วงโซ่ เพื่อสร้างโอกาส สร้างงานและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรรายย่อย วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างช่องทางการตลาดใหม่ให้เกษตรกรและผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อตรงจากร้านค้าผู้ประกอบการลูกค้า ธ.ก.ส. บน https://baacmatching.baac.or.th นอกจากนี้ ยังมีการสร้างโอกาสทางการตลาดผ่าน BAAC Outlet ณ สาขาของ ธ.ก.ส. ทั่วประเทศ เพื่อสร้างช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมส่งเสริมการสร้าง Small Local and Ecosystem กระตุ้นการบริโภคภายในชุมชน (Local Consumption) เพื่อสร้างระบบธุรกิจในชุมชนให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ สร้างรายได้ สร้างโอกาสทางธุรกิจ และเสริมความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก

 


ขณะเดียวกัน ธ.ก.ส. ให้ความสำคัญกับการดูแลและสร้างสมดุลด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยนำชุมชนธนาคารต้นไม้กว่า 6,800 ชุมชน ร่วมประเมินและจำหน่ายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ผ่านโครงการ BAAC Carbon Credit เพื่อนำทรัพยากรธรรมชาติที่ปลูกไว้มาต่อยอดและสร้างรายได้ให้กับชุมชน รวมถึงผลักดันประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตพี่น้องเกษตรกรให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน


นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ยังได้ร่วมกับกรมธนารักษ์ ในการจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกครบรอบ 60 ปี ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผู้ทรงมีพระบรมราชโองการจัดตั้ง ธ.ก.ส. เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เมื่อปี 2509 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสานต่อการส่งเสริมพัฒนาด้านการเกษตรอันเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศ โดยตัวเหรียญเป็นคิวโปรนิกเกิล ขนาด 3.2 ซม. ราคาหน้าเหรียญ 20 บาท ด้านหน้าเป็นพระรูปพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนารถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านหลังเป็นข้อความ “60 ปี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” และโลโก้ ธ.ก.ส. โดยจัดทำจำนวน 250,000 เหรียญ


ในก้าวต่อไป ธ.ก.ส. พร้อมเดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ตลอด 60 ปี สู่การเป็น ‘ธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน’ ผ่านกลไกการเป็นแกนกลางการเกษตร ที่พร้อมเชื่อมโยงเงินทุน เติมองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และตลาดเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต สร้างโอกาสทางธุรกิจ และเสริมศักยภาพให้เกษตรกรสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ในกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของ ธ.ก.ส. คือการได้เป็นส่วนหนึ่งของความก้าวหน้าในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย และ ธ.ก.ส. จะยังคงเป็นมากกว่าธนาคารที่พร้อมเคียงข้างทุกก้าวของภาคเกษตรไทย เพื่อร่วมสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนไปด้วยกัน” นายฉัตรชัย กล่าว